จิตสัมผัส 3D (The Second Sight 3D)

เรื่องย่อ

เจต ชายผู้เป็นเหมือนกระจก เขาสามารถสะท้อนเงากรรมของผู้อื่นได้
ด้วยสัมผัสพิเศษที่คนไม่มีอยากมี คนมีไม่อยากมี
อาชีพของเจตคือทนาย และด้วยหน้าที่ทำให้เขาต้องมาเจอกับ
สาวน้อยวัย 16 ที่ขับรถชนคนตายร่วมกว่า 9 ชีวิตนามว่า แก้วขวัญ
คุณมาพร้อมกับเบื้องหน้าที่เจตไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า
…กระจกอย่างเขาก็มีกรรมเป็นของตนเองเหมือนกัน!

สัมผัสส่วนตัวโดยรวม

ก่อนดู  => ไม่ได้ดูตัวอย่างหนังมาก่อน แต่ด้วยเป็นคอหนังผีอยู่แล้ว
เลยทำให้คิดว่าต้องการจะดูหนังเรื่องนี้ ทั้งยังรู้มาว่าคุณป้อง ณวัฒน์
แสดงหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก หลังจากติดตามงานละครของพี่เขามานาน
เลยอยากมาดูความสามารถการแสดงแบบจอเงินกันบ้าง

ขณะดู  => เป็นการเริ่มเรื่องแบบการเล่าเรื่องผ่านภาพคนในต่างกรรมต่างวาระ
แล้วจึงค่อยตัดมาที่จุดเริ่มของเด็กผู้ชายคนหนึ่งซึ่งมีทักษะ
เห็นในสิ่งที่คนทั่วไปไม่สามารถเห็นได้ ทุกอย่างดูพอดีหมดแล้วตอนนี้

จวบจนกระทั่ง… ซีจีโผล่มาเท่านั้นแหละ เรานี่ถึงกับเงิบหงายหลังเลยทีเดียว
กลับมาที่หนัง เป็นการดูหนังผีที่ไม่ได้รู้สึกต้องกลัวอะไรเลย
ไม่มีอะไรน่าตื่นตระหนกตกใจเลยแม้แต่นิดเดียว

หลังดู  => ต้องบอกเลยว่าหนังเรื่องนี้นะ ไม่ได้ให้ความตื่นเต้นอะไรเลยจริงๆ
ตรงกันผ่านตอนเราดูตัวอย่างหนังอีกเรื่องหนึ่งยังทำให้กลัวได้มากกว่าอีก
แต่เชื่อหรือเปล่าว่า หนังที่ทำให้เราไม่กลัวและทำให้เรารู้สึกเบื่อได้
ตั้งแต่ยังไม่สิบนาทีแรกเรื่องนี้นั้น กลับมีการพลิกมุม พลิกบท
จับหักตอนจบแบบ… ดีใช้ได้

หนังทำให้คิดว่า ถ้าเราได้มีโอกาสเห็นพล็อตนี้บนโลกของละคร
จึงควรเป็นละครที่สนุกมากแน่ ๆ (ออกแนวรากบุญ) บทมันสามารถต่อยอดได้
ก็แค่ในตลาดละคร หรือแม้แต่หนังบ้านเรา ไม่เลือกที่จะทำออกมาขาย

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรากับการได้ดูหนังเรื่องนี้
เป็นมุมกล้องสวย ๆ กับฉากที่เป็นวิว และการเซ็ทอัพองค์ประกอบฉากที่ดูประดิษฐ์
ซึ่งการประดิษฐ์แม้จะทำให้ธรรมชาติลดลงไปเยอะ แต่ในอีกมุมมอง ณ ขณะนี้
การเซ็ทอะไรขนาดนี้ มันทำให้เราเห็นของแปลกในโลกภาพยนตร์ไทยสมัยใหม่
ที่พยายามทำให้ธรรมชาติมากที่สุด อ่านแล้วอาจงง ๆ นะ

โดยสรุปก็คือ การได้เห็นอะไรที่ใครไม่ค่อยทำกัน
บางคนมองว่าเชย ถอยหลังลงคลอง หรืออะไรก็แล้วแต่
แต่สำหรับเราบางทีของแบบงี้มันสร้างเลเยอร์ใหม่ให้ชีวิตได้นะ
อยู่ที่เราจะเลือกมองมากกว่า

Midsommar หนังขายงานศิลป์มากกว่าความสยอง

Midsommar เทศกาลสยอง ผลงานภาพยนตร์เรื่องที่สองจากผู้กำกับและเขียนบทที่โด่งดังโด่งดังจากหนัง Hereditary กรรมพันธุ์นรก เกี่ยวกับเรื่องราวของกลุ่มนักศึกษาที่เดินทางไปท่องเที่ยวและทำวิทยานิพนธ์พิธีกรรมโบราณในหมู่บ้านชนบทอันห่างไกลของสวีเดน ที่มีปรากฎการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืน (อ่านรายละเอียดท้ายรีวิว) ซึ่งทำให้นักศึกษากลุ่มนี้ได้ไปพบเรื่องสยองแบบไม่คาดคิด

เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยที่สนใจหนังเรื่องนี้คงเพราะจากชื่อเสียงในหนังเรื่องก่อน รวมทั้งหลายเสียงรีวิวร่ำลือว่าเป็นหนังสยองขวัญลึกลับแนวใหม่ ซึ่งในรีวิวนี้จะเป็นการมองแบบนักดูหนังธรรมดา มากกว่าจะลงลึกอะไรถึงรายละเอียดในเรื่อง ดังนั้นจะมีการสปอยล์เรื่องคร่าวๆ ไปพร้อมกันเพื่อให้ให้เห็นภาพว่าหนังเรื่องนี้จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร (โดยส่วนตัวไม่คิดว่าเรื่องนี้หักมุมหรืออะไร หนังราบเรียบมากกว่าที่คิด)

หนังเริ่มด้วยเนื้อหาเชิงจิตวิทยาของการสูญเสียครอบครัวของนางเอก ซึ่งถูกผูกโยงกับการได้มาเห็นพิธีกรรมกลางฤดูร้อนอันแสนแปลกในหมู่บ้านชนบท ที่ภายนอกดูเรียบง่ายไม่มีพิษมีภัย ซึ่งหนังเรื่องนี้ตั้งมั่นใช้ฉากของเรื่องราวในแดนที่พระอาทิตย์สว่างยาวนาน เพื่อให้ลบล้างภาพลักษณ์หนังสยองขวัญที่มักต้องเดินเรื่องโดยอาศัยความมืดเป็นปัจจัยหลักทำให้หนังน่ากลัว ซึ่งถามว่าได้ผลไหม ส่วนตัวไม่คิดว่าหนังน่ากลัว แต่แค่มีฉากแหวะบางช่วง ซึ่งถ้าใครได้ดูเทรลเลอร์ก็เห็นกันมาก่อนแล้ว ในหนังก็มีแช่ภาพเพิ่มอีกนิดหน่อยเพียงแค่นั้นซึ่งใจความสำคัญความสยองกลางวันแสกๆ ที่นำมาเป็นจุดขายนั้น ก็เหมือนกึ่งๆ หลอกให้คนเข้าใจผิดว่าอาจจะเป็นหนังแบบเรื่องก่อน Hereditary ที่กึ่งๆ ผีและก็ไปทางปีศาจตลอดเรื่อง แต่สำหรับเรื่องนี้ไม่ใช่ และก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับผลงานเรื่องก่อนนี้เลย (แม้จะเกี่ยวกับพิธีกรรมเหมือนกัน)

เทศกาลสยอง
ฉากงานสร้างที๋โดดเด่นของหนังที่ละสายตาไม่ได้เลย
Midsommar เป็นหนังที่เน้นงานศิลป์ มีนัยยะ สัญลักษณ์แฝงในทุกองค์ประกอบ เรียกว่าเป็นหนังที่ขายฉากงานศิลป์ในเรื่องมากกว่าอื่นใดทั้งหมด เพราะตัวบทหนังเอาจริงๆ เรียบง่ายมาก แทบไม่ได้มีอะไรหักมุม เซอร์ไพรซ์อะไรก็ตามทั้งสิ้น (ยกเว้นคุณจะคิดไปเองว่ามันมีอะไร) ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าหนังทำตรงนี้ออกมาได้ดีจริงๆ ถึงขั้นเชื่อได้ว่ามีพิธีกรรมโบราณแบบงี้อยู่ในโลกปัจจุบันเลยก็ว่าได้ ซึ่งก็จะเกี่ยวข้องกับการบูชายัญให้แก่ดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างอย่างยาวนานในแดนแถบนี้นั่นเอง แม้ตัวหนังจะราบเรียบเรื่อยๆ ไปจนจบ (มีพีคบางช่วงนิดหน่อย) แต่งานศิลป์ที่โดดเด่นในเรื่องนี้แหละที่เป็นตัวพาให้คนดูติดตามเหมือนเป็นนักท่องเที่ยวตามตัวละครในเรื่องไปพร้อมกัน ซึ่งเอาอยู่ น่าติดตามดูฉากและพิธีกรรมต่างๆ ที่ค่อยๆ เปิดเผยออกมาในแบบหลุดโลก แต่ถ้ามองในมุมความจริงก็ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกอะไรที่จะมีพิธีกรรมโบราณทำเรื่องราวอะไรแบบงี้ แต่แค่เรื่องต้องเปิดใจยอมรับความแตกต่างของวัฒนธรรมเพียงแค่นั้นแถมยังมีแบ็คกราวด์รองรับความเชื่อกลุ่มนี้ใส่ไว้ในหนังได้อย่างน่าเชื่อถือทุกเรื่องราวว่ามีความเป็นมายังไง ดังนั้นนี่ไม่ใช่ความสยองขวัญตามที่หน้าหนังพยายามขายนัก แต่เป็นหนังที่แสดงความแตกต่างของวัฒนธรรมในโลกต่างหาก

Midsommar story
เทศกาลสยอง แบบเรียบง่ายสะอาดตาในหนัง
นอกจากส่วนงานศิลป์ที่โดดเด่นเกินหน้าทุกอย่างมากแล้ว อีกส่วนองค์ประกอบหนึ่งของหนังที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือ มุมกล้องที่ถ่ายออกมาได้อย่างสอดคล้องไปกับงานศิลป์ได้อย่างน่าทึ่ง นี่เป็นหนังที่ใช้มุมกล้องเล่าอารมณ์ของเรื่องได้เป็นอย่างดี หลายๆ ซีนไม่ต้องมีบทพูดอะไรก็ตามมุมกล้องก็แทบจะบรรยายให้เรารับรู้ได้เองทั้งหมด

นี่เป็นหนังที่หลายๆ ฉากในหนังสามารถตีความได้หลากหลายลึกซึ้งกว่าที่เห็นมาก เรียกว่าแล้วแต่ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ชมเองเลยที่จะคิดว่าเรื่องนี้เป็นอย่างที่เห็นหรือเปล่า ซึ่งหลายเรื่องก็ไม่ได้มีทั้งผิดหรือถูกชี้ชัดอะไรออกมาตรงๆ แต่หนังก็คือหนัง สุดท้ายในเรื่องราวตอนจบก็ยังต้องผูกให้มีตัวดีตัวร้าย ซึ่งพอเฉลยออกมาไม่ผิดคาดทำให้หนังทั้งเรื่องดูธรรมดาไปทันที ผิดกับเรื่องก่อนที่ยังมีความหักมุมอยู่บ้าง ซึ่งหนังก็พยายามใบ้ให้เห็นมาตลอดทางว่าจะเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ส่วนตัวก็รู้สึกผิดหวังที่หนังง่ายไปหน่อยกับการปูเรื่องราวให้ดูมีปมมาตลอด

สปอยล์ตอนจบ

สปอยล์ตอนจบ
Midsommar สปอยนี่เป็นหนังที่บอกเลยว่าไม่ได้สนุกหรือสำราญใจในเรื่องราวอะไรนัก หนังเหมาะสำหรับคนที่ชอบดูแล้วตีความมากกว่าจะดูเพื่อให้ความเบิกบาน แต่ก็ไม่ใช่หนังที่ดูยากหรือแย่อะไร กลับกันเรียกว่าหนังยอดเยี่ยมในองค์ประกอบทุกอย่างที่สรรสร้างมาดึงดูดให้เราดูได้จนจบ ซึ่งถ้าใครเข้าใจก่อนไปดูก็ไม่น่าผิดหวัง แต่ถ้าคาดหวังจากหน้าหนังสยองขวัญก็คงผิดหวังมากแน่ๆ ครับ

SCAMS สอนคนให้เป็นโจร

SCAMS 18 มงกุฏ หนังซีรีส์ Original Netflix ที่เปิดโปงเรื่องราวมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินที่แพร่หลายในญี่ปุ่น หรือที่บ้านเรารู้จักกันดีในชื่อ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” โดยพุ่งเป้าหลอกหลวงผู้แก่โดยเฉพาะว่ามีที่มาต้นกำเนิดจากไหน นี่ไม่ใช่แค่หนัง แต่อ้างอิงมาจากเรื่องจริง!

SCAMS (スカム) เริ่มเรื่องราวจาก “มาโกโตะ” เด็กชายหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกเพื่อให้นซี้ชักชวนเผ่านาทำงานเป็นเด็กเก็บเงิน ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกเหยื่อโอนมา ก่อนที่จะถูกนำไปฝึกให้เป็นทีมงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกหลวงผู้เฒ่า ที่มีศัพท์เรียกกันในแก๊งว่าตำแหน่ง “ผู้เล่น” ซึ่งก็เป็นผู้สวมหน้าที่เป็นตัวแสดงสมมุติ 3 ข้าง คนในครอบครัวเหยื่อ คู่กรณี ตำรวจหรือทนาย ซึ่งต้องแสดงให้สมหน้าที่เพื่อให้หลอกให้เหยื่อปลายทางสะดุ้งลนลาน จนต้องนำเงินมาให้เพื่อให้ปิดคดีที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์สมมุติขึ้น ซึ่งจากตอนแรกแค่หาเงินไปรักษาพ่อที่ป่วยเป็นมะเร็ง แต่แล้วเขากลับเริ่มติดใจถลำลึกลงไปเรื่อยๆ กับการหลอกลวงที่ได้เงินมาง่ายๆ จนเสพติดถอนตัวไม่ขึ้น

18 มงกุฏ
18 มงกุฏ
นี่เป็นหนังที่นำเสนอเรื่องราวครบวงจรของอาชญากรรมต้มตุ๋น โดยตีแผ่กระบวนการทำงานค่อนข้างละเอียดเริ่มตั้งแต่การหาคนมาทำ ไปจนถึงขั้นตอนการเลื่อนลำดับชั้นตำแหน่งหน้าที่ มีเงินเดือนแน่ๆพร้อมค่าคอมมิชชั่น ทุกอย่างถูกวางเป็นSystemครบจนเหมือนบริษัทจริง ขนาดที่เรียกว่าดูจบแล้วเอาไปใช้สอนคนทำงานเป็นนักต้มตุ๋นได้เลย แต่ไม่ใช่ว่าทั้งหมดจะง่ายๆ เพราะการทำได้ก็ต้องรู้หลักการหลอกคนโดยใช้จิตวิทยาดักทางให้เหยื่อไปสู่บทที่เตรียมไว้เป็นสเต็บ ซึ่งต้องมีทั้งข้อมูลครอบครัวของเหยื่อที่เตรียมไว้ รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในงาน อย่างมือถือกับซิมใช้แล้วทิ้ง ซึ่งทุกอย่างต้องมีต้นทุนจำเป็นต้องมีนายทุนหาทรัพยากรกลุ่มนี้มาให้ในทีม ทำให้ไม่ใช่มีแค่แก๊งคอลเซ็นเตอร์เพียงอย่างเดียวที่อยู่ได้ แต่ต้องพึ่งพายากูซ่าในเรื่องต้นทุนทรัพยากรและการตามเก็บเงิน ฟอกเงิน ไปจนถึงนักเลงที่ต้องคอยเก็บงานอะไรบางอย่างที่คนในทีมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทำไม่ได้ เพราะเป็นแค่ผู้เล่นสวมหน้าที่อยู่ด้านในห้องเท่านั้น

ไม่ใช่แค่ขั้นตอนวิธีการ แต่หนังนำเสนอจุดเริ่มของแนวคิดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ต้มตุ๋นผู้เฒ่าโดยเฉพาะ ที่พึ่งมาระบาดในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาว่ามาจากการที่เหล่าผู้ชราในญี่ปุ่นมีเงินเก็บบำนาญอย่างมากสบายเกินตัว ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศถดถอย จนเปลี่ยนเป็นมะเร็งร้ายในสายตาของคนรุ่นหลังที่ต้องมาทำงานเงินเดือนน้อยจ่ายภาษีเข้ารัฐบาลเป็นบำนาญของคนกลุ่มนี้ที่วันๆ เอาแต่ตีกอล์ฟ พักสบายใจ ทิ้งความลำบากของประเทศให้กับคนรุ่นหลังมารับผิดชอบไป ซึ่งในปัจจุบันคนจบมหาวิทยาลัยมาทำงานก็ยังเอาตัวรอดยากเหตุเพราะค่าครองชีพที่สูงกว่าในอดีตหลายเท่า เงินเดือนของคนจบใหม่ก็ยังไม่เท่ากับบำนาญต่อเดือนของคนพวกนี้เลย

Scams 18 มงกุฏ
18 มงกุฏ
แม้ว่ามุมมองในเรื่องนี้เป็นแง่ลบ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นความจริงส่วนหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ( ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาจริงๆ ที่ถกเถียงกันในญี่ปุ่นแม้แต่ในรัฐสภา) หนังใช้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมส่วนนี้มาเป็นจุดเริ่มสร้างความน่าเชื่อถือให้เข้าใจว่า ทีมงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในญี่ปุ่นที่มักเป็นคนชายหนุ่มสาวนั่นเพราะอะไร ซึ่งนี่เป็นจิตวิทยาในการชวนคนเข้าแก๊งอาชญากรรมแบบไม่ทำให้ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องผิดหรือต้องละอายใจ ซึ่งถ้าอ่านแค่นี้คงเข้าใจยากอยู่ว่าจะเป็นได้หรือที่คนปกติจะหันมาทำงานแบบงี้ได้ ต้องไปดูในหนังเองจะมองว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้จิตวิทยาสูงในการโน้มน้าวใจคน (แต่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ประเทศอื่นอาจจะมีวิธีการที่ต่างออกไปอีก) มีการให้โอกาสให้ซักถาม รวมทั้งให้เลือกเองว่าจะทำงานนี้ไหม? ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความอาสาของตนเอง (แอบมีขู่ถ้าไม่ทำแต่ไปแจ้งตำรวจก็น่วม) และเมื่อทำรวมทั้งต้องเล่นให้สมหน้าที่ อินไปกับการหลอกลวงคนแก่โดยไม่รู้สึกผิด แถมกลับคิดว่าตัวเองเป็นข้างถูกที่ดึงเงินเก็บมหาศาลกลุ่มนี้ออกจากกลุ่มคนที่เรียกว่าเป็นเศรษฐีขี้เหนียวที่สุดของประเทศเลยก็ว่าได้

ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องแต่ง แต่เป็นเรื่องจริงของพวกมิจฉาชีพที่มักหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองเสมอ อย่างคดีแม่มณีของไทยที่ถูกจับได้ก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองผิด แต่กลับบอกว่าเป็นงานให้คนเอาเงินมาฝากให้เองจากความโลภ ซึ่งตรกะก็ไม่ต่างกันกับในเรื่องนี้ที่แก๊งหลอกให้โอนเงินในญี่ปุ่นที่มองว่าไม่ได้ทำผิดอะไรอย่างมาก แค่เป็นอาชญากรรมเบาๆ ไม่ร้ายแรงอะไรนัก

Twice Upon A Time ย้อนเวลาแก้ไขรักจากกล่อง

Netflix เป็นสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มที่เรียกว่ารวมหนังอินดี้สุดแปลกอย่างมากเข้าไว้ด้วยกัน และเรื่องนี้ก็เป็น 1 ในพล็อตหนังที่ดูธรรมดา แต่แฝงไว้ด้วยพิลึกๆ พิลั่นแบบงี้หาไม่ได้ในที่อื่นทั่วไป หนังบอกเล่าเรื่องราวของ “วินเซนต์” พ่อหม้ายชายหนุ่มช้ำรักจากการเลิกกับ “ลูอีส” แฟนเก่ามาเกือบปี ชีวิตหลังเลิกกันของเขาเต็มไปด้วยความย่ำแย่ วันๆ หมดไปกับการเฮฮาปาร์ตี้สูบยาเสพติด แต่วันหนึ่งเขาก็ได้รับลังไม้จากคนส่งของที่ส่งมาผิด แต่แล้วเขากลับพบว่าลังไม้นี่ไม่ธรรมดา เมื่อเขาลองมุดเข้าไปหลังพบว่ามันไม่มีก้นกล่อง และก็เปลี่ยนเป็นทะลุมิติไปโผล่ในช่วงเวลาในอดีตปีก่อนที่เขากับลูอีสยังหวานชื่นกันอยู่ ซึ่งนั่นเป็นเหมือนโอกาสที่สองที่เขาจะได้แก้ไขสิ่งที่เคยทำผิดพลาดไปได้อีกรอบ

ฟังๆ ดูเรื่องราวก็อาจจะไม่ได้ใหม่นักกับมุกย้อนเวลาแก้ไขคามผิดพลาดในอดีต แต่สำหรับ Twice Upon a Time นี่บอกเลยไม่ธรรมดา เพราะแม้โจทย์ของเรื่องจะเป็นการแก้ไขอดีต ซึ่งถ้าเดากันก็คงคิดว่าหนังคงมาแนวแก้ไขแล้วแต่อนาคตไม่เปลี่ยนอะไรทำนองนั้น ไม่ก็แปลงเป็นความสับสนยุ่งเหยิงในเรื่องทับซ้อนของเวลาตามสูตรปกติทั่วไป แต่กับเรื่องนี้หนังพิลึกพิลั่นแบบอินดี้มากกว่าจะเป็นไซไฟจ๋า หรือถ้าบอกว่าเป็นไซไฟอินดี้ก็คงเข้าใจได้ง่ายกว่า

รีวิวมินิซีรีส์ Twice Upon a Time ย้อนเวลาแก้ไขรักจากกล่อง 1แทนที่หนังจะเล่นเรื่องราวย้อนเวลาปกติ แต่หนังกับเล่นเรื่อง “การบริหารเวลาไม่ได้จนชีวิตพัง” ซึ่งก็มาจากการที่เขามุดกล่องไปมาระหว่าง 2 โลก ปัจจุบันกับอดีตแต่มีเวลา 24 ชั่วโมงเท่าเดิม ที่ซึ่งอดีตนี้เป็นโลกที่พระเอกอยากแก้ไขทุกอย่างที่ทำผิดไป แต่ก็ยังต้องมีชีวิตปกติในโลกปัจจุบันต้องทำงานดูแลลูกไปพร้อมกัน ซึ่งมันไม่เหมือนหนังเรื่องอื่นที่ย้อนไปก็จะมีตัวเองอยู่ รวมทั้งห้ามไปเจอะกันบลาๆ แต่กับเรื่องนี้คือ พระเอกไปอยู่โลกไหน อีกโลกก็ไม่มีเขา นั่นแปลงเป็นว่าเขาต้องหาทางบริหารชีวิตสองโลกให้ได้ดีทั้งคู่ ซึ่งก็คงรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะยังไงเขาก็ต้องนอนพักและไปทำงานตามเดิม ซึ่งก็แปลงเป็นว่าเขาต้องโกหกถึงการหายไปทั้งสองโลกอยู่ร่ำไป แถมทำให้เขาต้องแต่งเรื่องจริงกึ่งโกหกเกี่ยวกับการมุดกล่องทะลุมิตินี้ให้คนทั้งสองโลกฟัง ซึ่งแน่ๆว่าฟังแล้วไม่มองว่าบ้าก็คิดว่าพระเอกเอาความฝันมาเล่าให้ฟัง จนเพื่อให้นต้องให้ไปปรึกษาจิตแพทย์ก่อนที่เขาจะเป็นบ้าไปมากกว่านี้ แต่จิตแพทย์กลับเปลี่ยนเป็นที่ๆ พระเอกใช้ปรึกษาหาทางเข้าถึงจิตใจแฟนเก่ามากกว่าจะรักษาตัวเอง นั่นแปลงเป็นทำให้เขาต้องโกหกหมอเพิ่มอีกคนจนเรื่องราวยิ่งแย่ลงๆ

หนังเดินเรื่องราวไปแบบดราม่าอินดี้จ๋าๆ แทบไม่มีความเป็นไซไฟมาเกี่ยวข้องด้วยเลยจนแทบจะทั้งเรื่อง และจากนั้นก็ไม่ได้ตลกใดๆก็ตาทั้งๆ ที่เรื่องราวของการมุดกล่องไปมานี่มันคือหนังตลกดีๆ นี่เอง ซึ่งก็คงเพราะหนังเรื่องนี้เป็นหนังฝรั่งเศสที่มีแนวทางนิยมสายอินดี้ติสๆ มากกว่าจะเป็นหนังมะกันแนวดราม่าตลกเฮฮา แต่เอาจริงๆ ผู้เขียนก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าถ้าคนชอบแนวนี้จริงๆ แบบดูแล้วซึมลึกกับเรื่องราวปัญหาที่พระเอกพบเจอระหว่างสองโลก ต้องดูแลแฟนที่รวยอินดี้ๆ มีปมปัญหาที่บ้านพร้อมเหวี่ยงใส่คนรัก ต้องดูแลลูกที่หย่ากับเมียให้ดี ซึ่งเขาก็รักลูกคนนี้มาก แต่ก็ทำตัวสะเพร่าทำให้ลูกเหมือนถูกทิ้งอยู่เป็นประจำ ซึ่งถ้าคนเข้าใจว่าเป็นหนังอินดี้มาแต่แรกก็น่าจะพร้อมรับกับการดูหนังดราม่าซึมลึกเรื่องราวความรักความผิดหวังต่างๆ นาๆ ได้มากกว่าจะคาดหวังความเป็นไซไฟ ตลก หรืออะไรที่บิ้วอารมณ์ในแบบหนังอเมริกาที่เคยชินกันอยู่

Twice Upon a Time 
Twice Upon a Time หนังแยกโลกอดีตกับปัจจุบันด้วยภาพง่ายๆ ด้วยการทำเป็นสัดส่วน BOX
แม้หนังเหมือนจะไม่มีความเป็นไซไฟมาเกี่ยวมากนัก แต่ก็ไม่ได้ทิ้งไปซะทีเดียว เมื่อพระเอกมุดกลับไปในอดีต ภาพในหนังจะถูกตัดเปลี่ยนเป็น BOX สี่เหลี่ยมแบบในรูปด้านบนนี่แหละครับ พร้อมโทนสีภาพเปลี่ยนไปแบบวินเทจเก่าๆ หน่อย ทั้งๆ ที่พระเอกแค่ย้อนเวลาไปไม่ถึงปีนี้เอง แล้วหนังก็วางให้พระเอกพยายามพิสูจน์แล้วว่าเขาบ้าไปเองหรือเปล่าจากการเสพยากับช้ำรักจนจิตอาจจะหลอน เลยพยายามบอกเล่าเรื่องราวนี้กับทุกๆ คนที่เขารู้จัก แต่ก็นั่นแหละไม่มีใครเชื่อ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดเมื่อน้องชายที่เป็นโรคจิตเภทป่วยอยู่ในโรงพยาบาลกลับเชื่อเรื่องที่เขาเล่าทั้งหมด แถมยังเหมือนเข้าใจไอ้กล่องบ้าๆ นี่ในมุมของคนบ้าด้วยทฤษฎีวิทยาศาสตร์พิลึกๆ ในแบบไม่น่าเชื่อ แต่แปลงเป็นว่าพระเอกต้องพึ่งพาความบ้าของน้องตัวเองในการแก้ไขปริศนาการทำงานของกล่องใบนี้ ซึ่งนี่ก็เป็นอะไรที่ไซไฟแบบอินดี้น้อยนิดเพียงอย่างเดียวในเรื่อง

แต่ส่วนที่หนังแย่จริงๆ ไม่ใช่ความอินดี้ในเรื่อง แต่เป็นการที่หนังยืดเยื้อเรื่องราวไปถึง 4 ตอนวนเวียนฉายซีนซ้ำๆ ของโลกปัจจุบันพระเอก แล้วหลังจากนั้นก็ไปฉายซ้ำในโลกอดีตอีกรอบในแบบ BOX เก่าๆ ทำให้เรื่องไม่ค่อยเดินหน้า ดูน่าเบื่อว่าเมื่อไหร่จะขมวดปมจริงจังเสียที ดูแล้วไม่น่ามาเป็นซีรีส์เลยเหมาะกับการทำหนังรวดเดียวจบน่าจะดีมากยิ่งกว่า แถมจบแบบค้างเพื่อให้ไปต่อซีซั่น 2 โดยทิ้งปมตอนท้ายเป็นสิ่งที่คนดูเรื่องนี้สงสัยมากที่สุดว่าไอ้กล่องนี้มาจากไหน ใครประดิษฐ์แบบแพลมๆ แถมหักลำจากเรื่องราวดราม่ามาเป็นดาร์คๆ แบบปุบปับปั๊บทำเอางงไปหมดว่า ตกลงนี่คือแนวลองก่อนจะไปเล่นแนวใหม่ที่ดูเหมือนดราม่าอาชญากรรม จากการที่มีผู้ก่อการร้ายวางระเบิดโผล่มาท้ายเรื่อง แถมเป็นเพื่อให้นบ้านที่แสนดีของพระเอกในแบบที่เราดูมาทั้งเรื่องก็แค่สงสัยนิดๆ แต่หนังไม่ได้เชื่อมโยงอะไรไว้ให้เห็นชัดเจนเลย เป็นการหักลำเปลี่ยนแนวไปต่อซีซั่นแบบไม่เกรงใจคนดูเลย ซึ่งไม่เคว้ง แต่เซ็งครับเหมือนโดนหลอกให้ดูจนจบเพื่อให้จะเฉลยเรื่องกล่องแต่กลับไม่มีแม้แต่น้อย (ไม่นับเรื่องเล่าบ้าๆ ของน้องชายพระเอกนะครับ)

หนังฝรั่งเศส
แก้ผ้ากันทั้งเรื่องแบบบางทีก็ไม่เข้าใจว่าหนังฝรั่งเศสมีจุดขายอย่างนี้จริงๆ ใช่ไหม เพราะทุกเรื่องจะมาแนวๆ นี้หมด
ถ้าใครชอบหนังสไตล์อินดี้ฝรั่งเศส ทั้งเรื่องชอบแก้ผ้าทั้งพระเอกนางเอกนอนคุยกันเอากัน แบบพร่ำเพรื่อด้วยเพราะพระเอกเจอก็พยายามมีอะไรด้วยตลอด แต่ก็มีผลกับเรื่องราวสำคัญอยู่ รวมทั้งรับได้กับความเอื่อยๆ ของหนัง แล้วไม่ติดใจที่หนังทำค้างไปต่อซีซั่น 2 ก็โอเคอยู่ครับ พล็อตถือว่าดีเลย และจากนั้นก็มีปมแปลกๆ อะไรให้น่าสนใจพอควร รวมทั้งการดำเนินเรื่องที่แหวกแตกต่างจากหนังย้อนเวลาเรื่องอื่น ก็ไม่ถึงกับแย่อะไร แต่ถ้าจริงๆ หนังควรจะทำได้กระชับและไม่ทิ้งเรื่องค้างไว้แบบงี้จะดียิ่งกว่าเท่านั้นครับ

Million Yen Women บทเรียนชีวิตจากห้าสาวเงินล้าน

นับเป็นซีรี่ส์แนวปริศนาซ่อนเงื่อนขนาดสั้นสามารถดูจบได้อย่างรวดเร็ว เพราะตอนหนึ่งความยาวเพียง 24 นาที และมีเพียง 12 ตอน โดยแต่ละตอนจะมีการพลิกผันเรื่องราวให้ชวนติดตามตอนต่อไปอยู่ตลอด

เรื่องราวแปลกแปลกเริ่มขึ้นบนโต๊ะอาหารในบ้านแห่งหนึ่ง ที่มี มิชิมะ ชิน(โยจิโร่ โนดะ นักร้อง นักดนตรีวง Radwimps ) ชายชายหนุ่มเจ้าของบ้าน กับหญิงสาวห้าคนที่มาอยู่ร่วมชายคาด้วย โดยมีเงื่อนไขว่าเขาห้ามมีความข้องเกี่ยวเกินเลยกับใครคนใดคนหนึ่ง ห้ามถามเหตุผลว่าทำไมจึงมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ พวกคุณเป็นผู้อาศัยที่จึงควรจ่ายเงินค่าเช่าให้เขาเดือนละล้านเยน

รีวิว Million Yen Women บทเรียนชีวิตจากห้าสาวเงินล้าน 1มินามิ ชิราคาวะ (ริระ ฟูกุชิมะ จาก The Wolverine และ Terra Formars) หญิงสาวผมสั้น อายุมากสุดในห้าคน กับบุคลิกดุๆ ชอบพูดถากถาง มิชิมะ บ่อยๆ ที่แปลกก็คือในบ้านหลังนี้คุณจะชอบใช้ชีวิตเปลือยกายไม่ใส่เสื้อผ้าสักชิ้น คุณจะออกไปทำงานทุกคืนโดยไม่มีใครรู้ว่างานนั้นคืออะไร

รีวิว Million Yen Women บทเรียนชีวิตจากห้าสาวเงินล้าน 2ฮิโตมิ สึคาโมโตะ (เรนะ มัตสึอิ จาก Majisuka Gakuen, Megami Sama และอดีตสมาชิกวง SKE48) หญิงสาววัยเบญจเพสบุคลิกเรียบร้อย ผู้นำแมวมาเลี้ยงในบ้าน ชอบเล่นโยคะ และอ่่านหนังสือแทบจะตลอดเวลา นับเป็นคนแรกๆ ที่ถามและกล่าวถึงงานเขียนของมิชิมะ คุณเหมือนไม่มีอาชีพแทบไม่ได้ออกจากบ้านหลังนี้

รีวิว Million Yen Women บทเรียนชีวิตจากห้าสาวเงินล้าน 3นานากะ เซกิ (ยูโกะ อารากิ จาก Confessions, Code Blue Season 3 และ กราเวียร์ไอดอลชื่อดัง) หญิงสาวสวยโฉบเฉี่ยววัยยี่สิบปี อาชีพยังเป็นความลับเพราะไม่ได้ออกไปไหนจากบ้านเช่นกัน ชอบดื่มนมเป็นชีวิตจิตใจ พูดจาเหมือนกับสนิทสนมกับมิชิมะ และมักนอนคุยกับหญิงสาวคนอื่นๆ ในบ้าน

รีวิว Million Yen Women บทเรียนชีวิตจากห้าสาวเงินล้าน 4มิโดริ ซูสุมูระ(เรนะ ทาเคดะ จาก Assassination Classroom, The Werewolf Game: Lost Eden และกราเวียร์ ไอดอลชื่อดัง) เด็กสาวมัธยมศึกษาตอนปลายหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูตั้งแต่ต้นเรื่องคุณถูกข่มขู่ขอเงินจากเด็กผู้ชายรุ่นเดียวกันที่อ้างว่าเป็นพี่ชาย

รีวิว Million Yen Women บทเรียนชีวิตจากห้าสาวเงินล้าน 5ยูกิ โคบายาชิ (มิวาโกะ วางาสึมะ จาก The End of Puberty และ สมาชิกวงไอดอล 9nine) หญิงสาววัยยี่สิบปลายบุคลิกดูหม่นเศร้า ชอบดื่มชา คุณเป็นคนเดียวที่เปิดเผยกับทุกคนว่าแต่งงานแล้ว มักพูดคุยเรื่องต่างๆ กับมิชิมะเป็นประจำ และบ่อยครั้งก็พูดอะไรตรงไปตรงมาจนเจ้าตัวทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน

หญิงสาวทั้งห้าคือคนที่เผ่านาเปลี่ยนแปลงชีวิตของมิชิมะ จากนักเขียนไส้แห้ง และมีชีวิตที่จ่อมจมอยู่กับความทุกข์ให้เห็นคุณค่าของตนเอง คุณค่าของชีวิต บ้านที่เผยตั้งแต่ต้นเรื่องว่าเป็นสถานที่ก่อเหตุคดีฆาตกรรมโดยพ่อของเขา และทำให้มันเป็นฝันร้ายของเขาจนถึงวันนี้ ทุกๆ วันจะมีแฟ็กซ์ส่งข้อความมาสาปแช่งเขาในฐานะลูกของฆาตกรไม่มีขาด

โดยซีรี่ส์จะค่อยๆ เผยให้เห็นชีวิตที่ย่ำแย่ของเขา แต่ค่อยๆ ดีขึ้นทั้งในบ้าน และในแวดวงวรรณกรรม ภายหลังจากพวกคุณเผ่านา แต่นั่นก็ไมได้ทำให้มิชิมะไปถึงเป้าหมายที่เขาตั้งมั่นไว้ได้ พวกคุณจึงพยายามสร้างโอกาสต่างๆ รวมทั้งสอนให้ชายชายหนุ่มมองเห็นสิ่งที่เขาอาจมองผ่านไปในชีวิต คุณค่าของผู้คนรอบข้างที่เขาหมางเมิน ขณะเดียวกันเรื่องก็จะค่อยๆ เผยที่มาที่ไปของทั้งห้าคนว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร

รีวิว Million Yen Women บทเรียนชีวิตจากห้าสาวเงินล้าน 6ด้วยการดำเนินเรื่องได้กระชับฉับไว มีจุดพลิกผันหักมุมตลอดทุกตอน จนชวนให้คนดูสงสัยอยากดูตอนต่อไป เมื่อรวมกับสาระดังที่กล่าว หากมองเพียงเท่านี้ ดูเผินๆ เหมือน Million Yen Women เป็นซีรี่ส์ที่สนุกและมีรายละเอียดอะไรบางอย่างที่น่าประทับใจ

แต่…คงมากไปที่จะยกย่องแบบนั้น ตัวซีรี่ส์เองมีจุดบกพร่องอย่างมากที่ทำให้ตัวเรื่องไม่มีความสมเหตุสมผลสมกับเจตนาที่พยายามจะไปให้ถึงนั่น

ไม่ว่าจะเป็นบทเฉลยคนที่สร้างเงื่อนไข ก่อเรื่องให้ผู้หญิงทั้งห้ามาอยู่บ้านนี้ หรือเหตุผลอันแสนคลุมเครือที่ทำไมพวกคุณจึงตัดสินใจมาอยู่บ้านหลังเดียวกับมิชิมะ ชายชายหนุ่มบุคลิกหดหู่ ปราศจากเสน่ห์ดึงดูด ซึ่งถอดแบบมาจากมังงะต้นฉบับ

รีวิว Million Yen Women บทเรียนชีวิตจากห้าสาวเงินล้าน 7อีกด้านคือความพยายามสร้างคู่แข่งด้านงานเขียนในขั้วตรงผ่านให้กับมิชิมะอย่าง ยูสุ(โทโมยะ นาคามูระ) เป็นนักเขียนขายดีแบบที่เขาเกลียด ซึ่งมีบุคลิกที่น่าหมั่นไส้ ก็ดูผิดแผกแปลกจนเกินจะเชื่อว่าเป็นการแข่งขันกันของนักเขียนงานวรรณกรรม เพราะเต็มไปด้วยกลยุทธที่เช่นเดียวกันกับการแข่งปั้นไอดอลคนใหม่กันแน่ ?

อย่างไรก็ตามข้อดีจริงๆ ของซีรี่ส์เห็นจะไม่พ้นกลิ่นอายแบบมังงะแนวฮาเร็ม ที่มักสร้างสภาวะให้ตัวเอกต้องรายล้อมรอบด้วยสาวสวย และตัวซีรี่ส์เองก็รู้ข้อดีนั่น จึงเกิดเหตุการณ์แฟนเซอร์วิสยั่วยุจากบรรดาห้าสาวมากบ้างน้อยมากให้มิชิมะถึงกับทำตัวไม่ถูก

The Proposition (2005) เดนเมืองดิบ ภาคต่อ2

กัปตันสแตนลีย์พยายามที่จะปกป้องมิกีย์เมื่อเล็งเป้าจากชาวเมืองที่กระหายเลือด แต่ถูกโค่นล้มเมื่อมาร์ธามาถึงโดยการันตีที่จะแก้แค้นให้กับเพื่อให้นที่ตายไปแล้ว กี้ถูกเฆี่ยนและบาดเจ็บสาหัส ชาวเมืองเริ่มเบื่อหน่ายกับการจัดแสดงที่มากเกินไปมาร์ธาเป็นลมและมอร์ริสเหวี่ยงแส้เลือดใส่เฟลทเชอร์ที่ยิงเขา เมื่อย้อนกลับไปที่โรงเตี้ยมที่ถูกทิ้งร้างจ่าลอว์เรนซ์และคนของเขาได้พบและฆ่ากลุ่มชาวอะบอริจิน อาคุณร์และทู – บ็อบพบกลุ่มของลอเรนซ์ในขณะที่พวกเขานอนหลับและฆ่าแจ็กโกและจ่าลอเรนซ์ ก่อนที่อาคุณร์จะกระทืบลอเรนซ์จนตายลอว์เรนซ์บอกอาคุณร์ว่าชาร์ลีถูกส่งมาเพื่อให้ฆ่าเขา

 

Jellon Lamb เผ่านาในค่ายของอาคุณร์และผูกสัมพันธ์กับซามูเอลและชาร์ลีซึ่งทั้งคู่กำลังนอนหลับ ลูกแกะถูกยิงที่ท้องโดย Two-Bob ที่กลับมา อาคุณร์แทงลูกแกะในหัวใจ ชาร์ลีชี้ปืนพกของเขาไปที่อาคุณร์ แต่กลับยิงเจลลอนที่ศีรษะทำให้เขาพ้นจากความทุกข์ยาก ในที่สุดเขาก็บอกอาคุณร์ว่ากี้ถูกควบคุมตัวและถูกกำหนดให้แขวนคอ ชาร์ลีตัดสินใจแยกกี้; อาคุณร์ซามูเอลและชาร์ลีนั่งรถเข้าไปในเมืองโดยใส่เสื้อผ้าที่นำมาจากเจ้าหน้าที่ที่อาร์คุณร์และทู – บ็อบฆ่าขณะที่ทู – บ็อบสวมรอยเป็นชายชาวอะบอริจินที่พวกเขาจับได้ เมื่ออยู่ที่ห้องขังชายเหล่านั้นปลดปล่อย Mikey ส่วน Charlie และ Two-Bob ก็ออกเดินทางไปกับเขา อาคุณร์และซามูเอลยังคงต้องตัดหน้าเจ้าหน้าที่สองคนในคุก กี้บาดเจ็บสาหัสตายในอ้อมแขนของชาร์ลี

 

มอร์ริสกลัวการแก้แค้นและบรรจุปืนหลายกระบอก แต่เขากับมาร์ธาปล่อยให้ยามทานอาหารค่ำในวันคริสต์มาสอย่างเงียบสงบ เมื่อเริ่มอาร์คุณร์และซามูเอลก็เปิดประตูและบุกบ้านของพวกเขา อาคุณร์ดึงมอร์ริสเข้าไปในห้องอื่นและทุบตีเขาอย่างไร้ความปราณี ซามูเอลลากมาร์ธาเข้าไปข้างในส่วนอาคุณร์มีมอร์ริสคอยดูขณะที่ซามูเอลเริ่มข่มขืนมาร์ธา ชาร์ลีเดินเผ่านาและบอกอาคุณร์เรื่องการตายของกี้; อาคุณร์ไม่สนใจเขาและกระตุ้นให้ชาร์ลีฟังการร้องเพลงอันไพเราะของซามูเอล ชาร์ลียิงซามูเอลที่หัวเปล่าจากนั้นยิงอาคุณร์สองครั้งด้วยความรังเกียจในพฤติกรรมของเขา อาคุณร์เดินโซเซออกจากบ้านและชาร์ลีเดินตามรอยเลือดเพื่อให้พบว่าเขานั่งลงบนพื้น อาคุณร์ถามชาร์ลีว่าก้าวต่อไปของเขาคืออะไรและตาย

Appaloosa (2008) คู่ปืนดุล้างเมืองบาป

ppaloosa เป็นภาพยนตร์อเมริกันตะวันตกปี 2008 ที่สร้างจากนวนิยายเรื่อง Appaloosa ปี 2548 โดยนักเขียนอาชญากรรมโรเบิร์ตบี. ปาร์คเกอร์ กำกับการแสดงโดย Ed Harris และร่วมเขียนบทโดย Harris และ Robert Knott, Appaloosa แสดงให้เห็น Harris ร่วมกับ Viggo Mortensen, Renée Zellweger และ Jeremy Irons ภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต 2008 และเข้าฉายในเมืองที่เลือกตอนวันที่ 19 กันยายน 2551 จากนั้นขยายสู่การฉายในวงกว้างช่วงวันที่ 3 ตุลาคม 2551

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการเล่าเรื่องที่เหมือนคลึงกันกับ Western Warlock ในปี 1959 ซึ่งกำกับโดย Edward Dmytryk และนำแสดงโดย Henry Fonda, Anthony Quinn และ Richard Widmark นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์ตะวันตกชื่อ The Appaloosa ในปีพ. ศ. 2509 ซึ่งนำแสดงโดยมาร์ลอนแบรนโด แต่ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องไม่เกี่ยวข้องกัน

ในปีพ. ศ. 2425 เมืองเล็ก ๆ ของ Appaloosa มลรัฐนิวเม็กซิโกกำลังถูกคุกคามโดยแรนดัลล์แบรกก์ (เจเรมีไอรอนส์) ผู้ซึ่งฆ่าจอมพลของเมืองแจ็คเบลล์และเจ้าหน้าที่สองคนเมื่อพวกเขามาที่ฟาร์มปศุสัตว์ของแบรกก์เพื่อให้จับกุมชายสองคน เมืองนี้ว่าจ้างนักกฎหมายและผู้รักษาความสงบ Virgil Cole (Ed Harris) และรอง Everett Hitch (Viggo Mortensen) เพื่อให้ปกป้องและควบคุมเมืองอีกรอบ ทั้งคู่ตกลงในเงื่อนไขเดียว: เมืองนี้ปฏิบัติตามกฎของโคลและยอมให้เขาควบคุม นักกฎหมายเริ่มด้วยการเผชิญหน้ากับชายสี่คนของแบร็กก์ที่ก่อความวุ่นวายในรถเก๋ง ชายสามคนไม่ยอมให้ตัวเองถูกจับบังคับให้โคลและฮิตช์ฆ่าพวกเขา ชายคนที่สี่ยอมแพ้และลงจากรถเก๋ง แบร็กมีการสัมมนากับโคลและฮิทช์เริ่มการขัดแย้ง

 

ผูกปมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอัลลิสัน (อัลลี) ชาวฝรั่งเศส (เรเน่เซลเวเกอร์) ม่ายสาวที่พึ่งจะเผ่านาในเมืองและสนใจคุณทันที เขาเดินตามคุณไปที่ร้านอาหารที่โคลกำลังทานอาหารเช้า พวกเขาทำความคุ้นเคยกับคุณและสังเกตว่าโคลและอัลลีเข้ากันได้ดีฮิทช์ยังคงปิดปากเงียบ ในไม่ช้าโคลและอัลลีก็เริ่มมีความเกี่ยวข้องที่โรแมนติกและซื้อบ้านด้วยกัน อย่างไรก็ตามอัลลีพยายามหลอกล่อฮิทช์เมื่อพวกเขาอยู่คนเดียว แต่ฮิทช์ปฏิเสธความก้าวหน้าของคุณเพราะความภักดีต่อโคล

 

เมื่อชายคนหนึ่งของแบรกก์บอกโคลและฮิทช์ว่าเขาจะเป็นพยานต่อแบร็กในคดีฆาตกรรมสามครั้งพวกเขาจับกุมแบร็กและขัง

Appaloosa (2008) คู่ปืนดุล้างเมืองบาป

ppaloosa เป็นภาพยนตร์อเมริกันตะวันตกปี 2008 ที่สร้างจากนวนิยายเรื่อง Appaloosa ปี 2548 โดยนักเขียนอาชญากรรมโรเบิร์ตบี. ปาร์คเกอร์ กำกับการแสดงโดย Ed Harris และร่วมเขียนบทโดย Harris และ Robert Knott, Appaloosa แสดงให้เห็น Harris ร่วมกับ Viggo Mortensen, Renée Zellweger และ Jeremy Irons ภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต 2008 และเข้าฉายในเมืองที่เลือกตอนวันที่ 19 กันยายน 2551 จากนั้นขยายสู่การฉายในวงกว้างช่วงวันที่ 3 ตุลาคม 2551

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการเล่าเรื่องที่เหมือนคลึงกันกับ Western Warlock ในปี 1959 ซึ่งกำกับโดย Edward Dmytryk และนำแสดงโดย Henry Fonda, Anthony Quinn และ Richard Widmark นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์ตะวันตกชื่อ The Appaloosa ในปีพ. ศ. 2509 ซึ่งนำแสดงโดยมาร์ลอนแบรนโด แต่ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องไม่เกี่ยวข้องกัน

ในปีพ. ศ. 2425 เมืองเล็ก ๆ ของ Appaloosa มลรัฐนิวเม็กซิโกกำลังถูกคุกคามโดยแรนดัลล์แบรกก์ (เจเรมีไอรอนส์) ผู้ซึ่งฆ่าจอมพลของเมืองแจ็คเบลล์และเจ้าหน้าที่สองคนเมื่อพวกเขามาที่ฟาร์มปศุสัตว์ของแบรกก์เพื่อให้จับกุมชายสองคน เมืองนี้ว่าจ้างนักกฎหมายและผู้รักษาความสงบ Virgil Cole (Ed Harris) และรอง Everett Hitch (Viggo Mortensen) เพื่อให้ปกป้องและควบคุมเมืองอีกรอบ ทั้งคู่ตกลงในเงื่อนไขเดียว: เมืองนี้ปฏิบัติตามกฎของโคลและยอมให้เขาควบคุม นักกฎหมายเริ่มด้วยการเผชิญหน้ากับชายสี่คนของแบร็กก์ที่ก่อความวุ่นวายในรถเก๋ง ชายสามคนไม่ยอมให้ตัวเองถูกจับบังคับให้โคลและฮิตช์ฆ่าพวกเขา ชายคนที่สี่ยอมแพ้และลงจากรถเก๋ง แบร็กมีการสัมมนากับโคลและฮิทช์เริ่มการขัดแย้ง

 

ผูกปมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอัลลิสัน (อัลลี) ชาวฝรั่งเศส (เรเน่เซลเวเกอร์) ม่ายสาวที่พึ่งจะเผ่านาในเมืองและสนใจคุณทันที เขาเดินตามคุณไปที่ร้านอาหารที่โคลกำลังทานอาหารเช้า พวกเขาทำความคุ้นเคยกับคุณและสังเกตว่าโคลและอัลลีเข้ากันได้ดีฮิทช์ยังคงปิดปากเงียบ ในไม่ช้าโคลและอัลลีก็เริ่มมีความเกี่ยวข้องที่โรแมนติกและซื้อบ้านด้วยกัน อย่างไรก็ตามอัลลีพยายามหลอกล่อฮิทช์เมื่อพวกเขาอยู่คนเดียว แต่ฮิทช์ปฏิเสธความก้าวหน้าของคุณเพราะความภักดีต่อโคล

 

เมื่อชายคนหนึ่งของแบรกก์บอกโคลและฮิทช์ว่าเขาจะเป็นพยานต่อแบร็กในคดีฆาตกรรมสามครั้งพวกเขาจับกุมแบร็กและขัง

The Belko Experiment – “ปิดตึกฆ่า ข้าต้องรอด” (2016)

Battle Royale ฉบับมนุษย์ออฟฟิศโดย James Gunn

สิ่งที่น่าสนใจของ “The Belko Experiment” คือการมี James Gunn (แห่ง Guardians of the Galaxy, Slither) มาเขียนบทและมี Greg McLean (แห่ง Wolf Creek, Rogue) มานั่งเก้าอี้ผู้กำกับ (ตอนแรก James Gunn คิดแผนจะกำกับเอง แต่เพราะมัววุ่นกับการถ่ายทำ Guardians of the Galaxy Vol. 2 อยู่ สุดท้ายพี่ McLean เลยเผ่านากำกับแทน) ตัวหนังมาพร้อมเรท R กับการมีฉากโหดๆทั้งหัวระเบิด ขวานจามหน้า ตลอดจนปาระเบิดไฟใส่กันนู่นเลย!

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มขึ้นในเช้าวันทำงานที่เหมือนปกติของบริษัท Belko ที่ตั้งอยู่ในเมืองโบโกต้า ประเทศโคลัมเบีย Mike ชายหนุ่มพนักงานธรรมดาๆ สังเกตว่าเช้าวันนี้มีบางสิ่งบางอย่างแปลกๆเกิดขึ้นภายในบริษัทกับเหล่ากลุ่มคนลึกลับที่ทำหน้าที่ตั้งด่านตรวจหน้าบริษัท และความคิดของเขาก็เป็นจริง เมื่อตึกทั้งตึกแห่งนี้ถูกปิดตาย พร้อมมีประกาศลึกลับดังก้องไปทั่วกับการให้พนักงานทั้งตึกจำนวน 80 คน ต้องร่วมเล่นเกม ‘ฆ่า’ เพื่อให้นร่วมงาน ตามจำนวนและระยะเวลาที่กำหนด มิเช่นนั้นระเบิดที่ฝังอยู่ในหัวพนักงานทุกคนจะค่อยๆถูกสุ่มให้ระเบิดออกมา

Mike และกลุ่มคนในตึกแห่งนี้ต้องต่อสู้กับความกดดัน เมื่อสติกับศีลธรรมในใจค่อยๆหดหายไปตามเวลาที่นับถอยหลัง วันแสนธรรมดาๆนี้ก็แปลงเป็นวันแห่งการนองเลือดที่ทุกคนต้องพร้อมจับอาวุธมาไล่ฆ่ากันอย่างบ้าคลั่ง

หนังให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดู ‘Battle Royale’ แต่เปลี่ยนจากเด็กเด็กนักเรียนมาเป็นเหล่าพนักงานออฟฟิศที่ต้องมาไล่ฆ่ากันตามคำสั่งของผู้คุมเกมลึกลับ เราจะได้เห็นตัวละครที่หลากหลากแตกต่างกันทั้ง Mike เองที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ขอร้อง ยกเว้นฆ่าคน, Dany พนักงานใหม่ที่เพิ่งจะมาทำงานวันแรกก็เจอความโคตรซวยทันที, Barry หัวหน้าผู้กล้าคิด กล้าทำ มีสติ แต่ก็ตระหนักถึงสิ่งที่ควรทำเพื่อให้ความอยู่รอด หรือ Marty ชายหนุ่มมึนๆที่สติแตก เมื่อบริษัทถูกปิดตาย

ด้านดาราก็คุ้นหน้าคุ้นตากันหลายรายทั้ง John Gallagher Jr. (จาก10 Cloverfield Lane, The Newsroom), Sean Gunn (น้อง James Gunn), Michael Rooker (จาก Guardians of the Galaxy), David Dastmalchian (จาก The Dark Knight) และ Josh Brener (จาก Silicon Valley)

แม้จะมีเนื้อหาที่เน้นได้ทั้งความโหดและข้อความสำคัญจิตวิทยาพฤติผู้ตัดสินเอาตัวรอดของมนุษย์ แต่หนังก็ทำได้ในระดับกลางๆ การดำเนินเรื่องที่เป็นเส้นตรงไปเรื่อยๆทำให้หนังดูไม่ค่อยมีจุดที่พีคๆเท่าไหร่นัก แถมตอนท้ายที่เฉลยคำตอบทั้งหมดออกมา แม้จะได้อารมณ์สะใจ แต่มันก็ไม่สามารถเซอร์ไพรส์เราได้ (ถึงอย่างนั้นก็ต้องยอมรับว่าฉากต่อสู้ท่ามกลางสไลด์โชว์กลางห้องประชุมในตอนท้ายเป็นฉากที่ทำออกมาได้ไม่เลวเลย)

โดยสรุป “The Belko Experiment” เป็นหนังระทึกขวัญเลือดสาดที่ดูได้เพลินๆ เหมาะสำหรับคนที่ชอบหนังแนวคนธรรมดาต้องไล่ฆ่ากันในสถานที่ปิดตาย แม้จะไม่ได้ถึงขั้นโหดสะใจสุดๆ แต่มันก็ทำให้เราได้คิดว่ามนุษย์จะเผยธาตุแท้ออกมา ยามที่จนตรอกและความเห็นแก่ตัวเริ่มมีอำนาจเหนือสติ แต่คนที่น่ากลัวและจิตใจอาจไม่ปกติที่สุด อาจไม่ใช่คนที่ไล่ฆ่ากัน แต่เป็นคนที่กุมเรื่องทั้งหมดในมือและสนุกกับการสร้างสภาวะบีบให้คนดีๆมาไล่ฆ่ากันมากกว่า

“Brokeback Mountain หุบเขาเร้นรัก”

Jack และ Ennis คาวบอยชายหนุ่มทั้งสองได้มาทำงานร่วมกัน โดยรับหน้าที่ต้อนแกะ เฝ้าฝูงแกะให้กับเจ้าของไร่บน Brokeback mountain ช่วงเวลาที่อยู่บนนั้นทำให้ทั้งสองใกล้ชิดและตกหลุมรักกัน แต่บรรทัดฐานสังคม ฐานะ ภาระหน้าที่ในชีวิต ทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ ทว่า Jack และ Ennis ก็ยังคงนัดเจอะกันนานๆทีหนตลอด20 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าต่างข้างจะแต่งงานมีลูกมีครอบครัวไปรวมทั้งตาม

ตัวละคร

                นิสัยของตัวละครเป็นอะไรที่เข้าใจได้และสมจริงมาก ไม่มีตัวละครที่ดีเกินไป หรือเลวเกินไป ตัวละครล้วนเห็นแก่ตัว มีทั้งแง่มุมที่หนักแน่นและเปราะบาง หนังเรื่องนี้เล่นกับจิตใจคนดูได้ดี (อย่างน้อยก็สำหรับเรา) เพราะสุดท้ายเราเข้าใจทุกๆข้าง ไม่ได้เห็นอกเห็นใจแต่เพียงตัวเอก หนำซ้ำ มองจากหลายๆมุม ตัวเอกก็ทำผิดกับคนอื่นไว้มาก แต่เรากลับผูกพันและหวังลึกๆให้ทั้งสองได้รักกัน แม้ว่ามันจะเป็นทางเลือกที่เห็นแก่ตัวมากแค่ไหนก็ตาม

มีสปอยล์

                Jack เป็นคนโรแมนติกช่างคิด ช่างฝัน และคิดแผนให้ตัวเองและ Ennis ได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขด้วยกัน แต่ Ennis ไม่ใช่ เขาอยู่กับความเป็นจริง ถูกปลูกฝังว่ารักเพศเดียวกันนั้นผิดและต้องเจอจุดจบที่เลวร้าย เขาถึงหลบซ่อนอย่างขี้ขลาด แต่มองอีกมุมหนึ่งเขาก็ทุ่มเทให้กับครอบครัวมากกว่า Jack ที่โชคดีได้แต่งงานกับหญิงสาวตระกูลร่ำรวย ไม่ใช่แค่ทรยศกับเมีย แต่ Jack ยังทรยศกับ Ennis ด้วย (ทั้งซื้อบริการ ทั้งชายชายหนุ่มที่เทกซัส ทั้งผู้หญิงอื่น ฯลฯ) Jack ไม่มีความอดทน และแทบไม่เห็นแง่มุมรักครอบครัวของ Jack ต่างจาก Ennis ที่ถึงแม้จะไม่ซื่อสัตย์กับเมีย แต่ทุกอย่างบีบบังคับให้เขาทำงานบากบั่น และหลายครั้งก็ต้องปฏิเสธกระทั่งการได้ใช้เวลากับ Jack เพื่อให้หาเลี้ยงตนเองและครอบครัว

               ด้วยปมนิสัยของตัวละครที่สมจริง มีหลายมิติ จนบางครั้งต้องการจะสบถว่าไม่เข้าใจ บางครั้งสงสาร บางครั้งรู้สึกสมน้ำหน้า หลายๆอย่างปนกัน เราชอบที่ตัวละครเรื่องนี้โคตรจะเป็นสีเทา ให้ภาพผู้ชายสองคนรักกันจริงๆ ผู้ชายแมนๆ เล่นกันแรงๆ สมุทราะทีต่อยกัน ดูเป็นอะไรที่จับต้องได้ เหมือนหยิบเรื่องจริงมาเล่า และถ้า Jack กับ Ennis ไม่ได้นิสัยอย่างงี้ เรื่องราวก็คงไม่ได้ดำเนินไปอย่างนี้ การวางคาแรกเตอร์ต่างๆจึงซัพพอร์ตแก่นเรื่องได้ดี  ยิ่งพัฒนาการตัวละครช่วงหลังๆบีบหัวใจเราเหลือเกิน;_; ครั้งสุดท้ายที่พบกันเหมือนฟางเส้นสุดท้ายขาด ทั้ง Jack และ Ennis เก็บกดอะไรหลายๆอย่างมาตลอด20 ปี จนสุดท้ายก็ระเบิดตู้ม ทั้งที่หนังมีบทพูดไม่เยอะ แต่ก็ทำให้เราร้องไห้ จังหวะไต่อารมณ์ จังหวะไคลแมกซ์ ทุกอย่างพอดีและเป็นธรรมชาติ พอมารวมกับการแสดงที่บริบูรณ์แบบ ก็ทำให้น้ำตาซึมได้โดยไม่ต้องพึ่งคำพูดใดๆ

                พาร์ทที่เราเทใจให้เต็มร้อยคือดารา เราไม่คิดเลยว่าทั้ง Heath Ledger และ Jake Gyllenhaal จะเข้าถึงหน้าที่และถ่ายทอดความรู้สึกตัวละครออกมาได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ประทับใจตั้งแต่เคมีที่เข้ากันอย่างแปลก  พอฉากน่ารักเราก็เขินอมยิ้ม ทั้งๆที่เรื่องนี้ไม่ได้หวานไม่ได้กุ๊กกิ๊ก บทสนทนาก็ไม่ได้โรแมนติก แต่เรากลับคิดว่ามันจริงใจและสวยงามในแบบของมัน ฉากสมุทราะ ก็สะท้อนความเป็นผู้ชาย สะท้อนอารมณ์ที่ซับซ้อน ลังเล สับสนของตัวละคร ฉากที่อยู่กับครอบครัว ก็ไม่ได้ดูเสแสร้งจนอึดอัด แต่ดูเป็นชีวิตในแบบของพวกเขา

                สำหรับเรา Jack เป็นตัวละครที่แสดงออกทางสายตาชัดเจนมาก สายตาเวลาที่ Jack จำเป็นที่จะต้องบอกลา Ennis เหมือนบดขยี้หัวใจเราไปด้วย เวลาที่แววตาคลอเบ้า มันดูจริงขนาดที่เราความรู้สึกว่า เฮ้ย จริงได้ขนาดนี้เลยหรอ ในขณะที่ Ennis มีไม้ตายที่เสียงร้องไห้ เรารู้สึกได้ถึงความอ่อนล้า ความกลัว ความเจ็บปวด ที่ตัวละครที่ดูเข้มแข็งที่สุดในเรื่องแบกรับไว้ Jack น่าจะเป็นคนๆเดียวที่ Ennis ยอมให้เห็นน้ำตาและความอ่อนแอ

                สรุปคือดาราทั้งสองอุ้มหนังทั้งเรื่องไว้ได้ดีมาก ไม่แปลกว่าทำไมถึงได้เข้าชิงออสการ์ เพราะพวกเขาไม่ได้แสดง พวกเขา ‘เป็น’ ตัวละครนั้นเลย เราเชื่อว่าทุกประโยคที่ดาราหนังพูด ดาราหมายความเช่นนั้นจริงๆ 

 
พล็อต

                เราไม่มองว่าพล็อตเป็นจุดอ่อนของเรื่อง แต่มองว่าเป็นส่วนที่ไม่ได้ตราตรึงใจมากกว่า ถ้าพล็อตมีลูกเล่นมากกว่านี้ บีบคั้นมากกว่านี้ เราคงตายคาหนัง ;_; แต่ก็คงจะชอบมากๆเหมือนกันเพราะชอบพล็อตที่ไปสุดทาง แม้เรื่องนี้จะไม่ใช่แนวที่เราชอบแบบเป๊ะๆ แต่ระหว่างที่ดูก็หลุดเข้าไปในเรื่องเลย

                เรื่องนี้ดำเนินอย่างเนิบนาบ ไม่มีฉากที่ลุ้นระทึก โทนหนังนิ่งๆ เงียบๆ พาให้คนดูจมดิ่งมากกว่าที่จะรู้สึกสนุกหรือเอนจอย บางคนอาจคิดว่าเบื่อ ง่วง ชวนหลับ ยอมรับว่ามีบ้างบางฉาก๕๕๕ ความเอื่อยเกินไปก็อาจจะเป็นข้อเสียของเรื่องนี้นี่แหละ แต่ความที่หนังเน้นลุ่มลึก ไม่ยัดเยียดฉากหรืออารมณ์จนเกินพอดี เลยเป็นหนังที่ดูได้เรื่อยๆ

                สำหรับเรา พล็อตนับว่าเดาไม่ยาก แต่คนก็คงไม่อยากเดา อยากดื่มด่ำบรรยากาศของเรื่องไปเพลินๆมากกว่า เหมือนดูผู้ชายสองคนเติบโตไปพร้อมๆกัน ระยะเวลาเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ความเกี่ยวข้องทั้งสองดูลึกซึ้ง ไม่งั้นเราคงนึกว่ามันเป็นแค่ความใคร่ ความลุ่มหลงบางสิ่งมากกว่า จนตอนนี้ก็ยังคิดว่า ถ้าสุดท้ายทั้งสองได้อยู่ด้วยกันจริงๆ มันจะยังใช่ความรัก ความสุข ความหวานชื่นเหมือนเดิมรึเปล่า หรือที่ความรู้สึกว่ารักอย่างอย่างมาก ต้องการกันและกันตลอด เพราะว่าไม่ได้อยู่ด้วยกัน เป็นความเกี่ยวเนื่องที่หลบซ่อน ต่างคนต่างถึงได้โหยหากัน เจอะกันแต่ละทีก็เป็นสุขมาก

                Brokeback mountain ตีแผ่ใจความสำคัญหลักๆได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้โจ่งแจ้ง แต่ทิ้งให้คิดเช่น การต่อต้านรักร่วมเพศที่ร้ายแรงมากในสมัยนั้น (แสดงผ่านคำพูดของ Ennis ที่ว่าเกย์เฒ่าสองคนถูกฆ่า คนหนึ่งถูกตัดไอ้นั่นขาด) ค่านิยมและความคาดหวังของสังคมที่มีต่อคาวบอย (Ennis มองว่าคาวบอยที่ต้อนแกะไม่ควรนับเป็นคาวบอย) หน้าที่ครอบครัว (การแต่งงานไว-การทำงานเลี้ยงดูลูก-เห็นได้ว่าเมียของทั้งสองรู้ว่าจริงๆสามีเป็นเกย์) ชอบที่หนัง portray ชีวิตของ LGBT ได้ดิบมาก (ไม่ใช่ในแง่ดิบเถื่อนนะ ในแง่ไม่ปรุงแต่ง) ความรู้สึกที่เหมือนเพื่อให้น เซ็กส์ การหลบซ่อน ความหวาดกลัว (เหมือนที่ Ennis กลัวอยู่ตลอดว่าทุกคนรู้ ทุกคนสงสัยว่าเขาเป็นเกย์) กระทั่งการนอกใจ ซื้อบริการ เป็นต้น

               สองฉากโปรดที่เราไม่กล่าวถึงไม่ได้ เพราะเติมเต็มให้เรื่องบริบูรณ์ขึ้น คือ

 1)     ฉากที่ Ennis ถามบุตรสาวที่กำลังจะแต่งงานว่า “แล้วเคิร์ทรักลูกไหม”

เป็นฉากเรียกน้ำตาเราเลย Ennis ฝังใจจากการที่เขาไม่ได้รักเมีย แค่แต่งงานเพื่อให้สร้างครอบครัวเฉยๆ จนไม่อยากให้บุตรสาวเจอผู้ชายแบบตนเอง เหมือนในที่สุดเขาก็ realize แล้วจริงๆว่า การแต่งงานควรมาจากความรัก เป็นการอยู่ด้วยกันเพราะความรัก (หลังๆมีการปฏิเสธการเคร่งศาสนา การเข้าโบสถ์ด้วยนะ หนังโคตรเก็บรายละเอียด เชื่อได้เลยว่าศาสนาสมัยนั้นให้ผู้ชายคู่กับผู้หญิง) เหมือนฉากที่สรุปว่า 20 ปี ที่ผ่านมา Ennis ต้องอยู่กับความขี้ขลาด ความรู้สึกผิด และความรักที่มีต่อ Jack

2)     1 ในฉากจบที่ดีที่สุดที่เราเคยได้ดู T v T Ennis ติดกระดุมเสื้อเชิ้ตที่มีความหมายต่อเขา และพูดประโยคที่แสนคลุมเครือว่า ‘Jack, I swear’
 
ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยเห็นตรงกันว่าเสน่ห์ของ Brokeback mountain คือความคลุมเครือ (เหมือนความเกี่ยวข้องทั้งคู่) หนังไม่ได้ให้คำตอบชัดเจนว่าต้องตีความไปทางใด เช่นเรื่องการตายของ Jack จนตอนนี้เราก็ยังไม่รู้ว่า Jack โดนยางระเบิดตายจริงๆ (กรณี Ennis จินตนาการ Worst case ขึ้นมา) หรือ Jack  โดนฆ่าเพราะเป็นเกย์ ซึ่งถ้าถามเรา แอบคิดว่าหัวข้อหลังเมคเซนส์กว่า เพราะตอนเมียพูดเรื่องการตายของสามี พูดแบบขอไปที ส่วนการที่คุณน้ำตาคลอเบ้า ทำให้เรามั่นใจว่าคุณรู้เรื่อง Jack กับ Ennis 

กลับมาที่ฉากจบ (อ้อมโลกไปไกล ฮา) คำว่า ฉันสาบาน ของ Ennis ทำให้เรานึกถึงคำสาบานวันแต่งงาน หนึ่ง เพราะ Ennis เคยต้องสาบานว่าจะรักอัลมา ตอนนั้นเขาไม่ได้ดูมีความรู้สึกร่วม ต่างจากคราวนี้ เขามองเสื้อเชิ้ต Jack แล้วพูดว่า ฉันสาบาน ด้วยความรักใคร่และปวดร้าว สอง เพราะบุตรสาวเพิ่งจะมาคุยว่าคุณจะแต่งงาน แล้วเขายอมยกเลิกงานเพื่อให้ไปร่วมงานของบุตรสาว ซึ่งนี่อาจจะแสดงการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างว่า Ennis คิดจะทำอะไรเพื่อให้คนที่รักบ้างแล้ว ดังนั้น การสาบานกับ Jack ต่อหน้าเสื้อของอีกข้าง และรูป Brokeback mountain จึงแสดงถึงการยอมรับความรักระหว่างทั้งสอง ต่างจากการหลบหนี หลบซ่อนมาตลอดของ Ennis