ท่านชายในสายหมอก 3

ความเชื่อมโยงของเจ้าชายกับขิงเริ่มพัฒนาจนเปลี่ยนเป็นความรัก ขิงได้เห็นน้ำใจของเจ้าชายที่ช่วยดูแล เมื่อยายจะโดนยึดบ้านและที่ดิน กำนันกับไอ้แก้วยื่นข้อเสนอสุดท้ายคือต้องให้ขิงมาแต่งงานกับไอ้แก้ว แล้วหนี้สินทั้งหมดถือว่าหายกันไป แต่ในที่สุดเจ้าชายก็สามารถช่วยเหลือขิงและยังช่วยให้ยายได้ไถ่ถอนบ้านคืนด้วยโดยอาศัยความเป็นลิเกหน้าหยกของตน ออดอ้อนแม่ยก

แก้วกับรุ้งคิดแผนร่วมกันเพื่อให้แยกเจ้าชายกับขิงโดยไอ้แก้วจะไปหลอกเจ้าชายมาแล้วให้รุ้งรวบหัวรวบหาง แต่ทุกอย่างผิดแผน เจ้าชายไม่มาตามนัดจนแปลงเป็นรุ้งรวบหัวรวบหางแก้วแทน หลังจากนั้นทั้งแก้วและรุ้ง เวลาเจอะกันทีไรต้องเขินใส่กันทุกที ความเชื่อมโยงที่ทำท่าจะไปด้วยดีของเจ้าชายของขิงก็หวิดล่ม เมื่อทั้งสองสมุทราะกันอย่างหนัก แต่พอเมื่อเจ้าชายขาดขิงไป เจ้าชายจึงรู้ว่าชีวิตตัวเองกำลังขาดสิ่งสำคัญในชีวิตไปและรู้ว่าตัวเองรักขิงเข้าให้แล้ว

เบื้องหน้าของชรินทร์กำลังจะปูดออกมา ชรินทร์จึงต้องตามมาฆ่าปิดปากเจ้าชาย ขิง ผู้ติดตามและพัชรีด้วยตัวเองเพราะมั่นใจในอิทธพลของตนว่าจะสามารถเคลียร์ทุกอย่างได้ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่ออิทธิพลที่ใหญ่กว่าจากกษัตริย์ที่รีบเสด็จฯมาตามเจ้าชาย ชรินทร์จึงต้องโดนจับเข้าไปชดใช้ความผิดในคุกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กษัตริย์ทรงทราบเรื่องที่เจ้าชายรักขิง ก็ทรงเขียนเช็คไม่ระบุตัวเลขให้ขิง เพื่อให้จ้างให้ขิงออกไปจากชีวิตของเจ้าชาย ขิงโกรธมากที่โดนหมิ่นศักดิ์ศรีและไม่พอใจที่เจ้าชายหลอกตนเองมาตลอดว่าเป็นคนธรรมดา เจ้าชายจะเผ่านาอธิบายกับขิง แต่ขิงไม่ฟัง ขิงตบหน้าเจ้าชายแล้ววิ่งหนีไป

ขิงกลับมาบอกกับกษัตริย์ว่าตนเองสามารถตัดใจจากเจ้าชายได้ เพราะถ้าตนเองรั้งเจ้าชายเอาไว้ มันก็เท่ากับว่าอาจจะทำให้ประเทศของกษัตริย์ต้องขาดเจ้าชายไป เมื่อมองว่าเป็นความปรารถนาของขิง เจ้าชายจึงยอมกลับไปกษัตริย์แต่ก่อนจะกลับไป เจ้าชายก็ได้ให้พัชรีสัมภาษณ์ตามที่ผู้ติดตามได้ให้สัญญาเอาไว้ พัชรีเริ่มมีชื่อขึ้นมาจากสกู๊ป“เจ้าชายในสายหมอก” พัชรีขอบคุณผู้ติดตามด้วยการหอมแก้มหนึ่งที ในสนามบิน เจ้าชายกับกษัตริย์กำลังจะเสด็จกลับ ขิงไปส่งเจ้าชายด้วยน้ำตา

หนึ่งเดือนต่อมาที่ถนนข้าวสาร ขิงกลับมาทำงานเป็นไกด์และหลอกขายของนักท่องเที่ยวเหมือนเดิม อยู่ๆก็มีเสียงแตกตื่นว่ามีเจ้าชายมา ขิงรีบวิ่งไปดู ปรากฎว่าขิงได้พบกับเจ้าชายผิวดำ ในขณะที่ขิงกำลังจะเดินผิดหวังกลับไปนั้น คุณก็ได้ยินเสียงหนึ่งที่คุณคุ้นเคยจากหลังของคุณ ขิงรีบหันไป คุณพบกับเจ้าชายซึ่งเดินออกมาจากหลังเจ้าชายผิวดำ เจ้าชายบอกว่ากลับมาจ่ายค่าจ้างที่ติดค้างขิงเอาไว้ โดยที่เจ้าชายมาในชุดลำลองสะพายเป้เหมือนที่เจอขิงวันแรกแล้วทั้งสองโผเข้ากอดกันด้วยความรักที่อัดแน่นเอาไว้ในหัวใจ

ข้ามสีทันดร 10

ม.ล.ยี่สุ่น มาคุยกับเชิญจิตขอหมั้นมิถุนาให้ลำธาร หลังจากนั้นไม่นานลายของมิถุนาก็เริ่มออก ทั้งใช้เงินเปลือง ไม่ทำงานทำการ เอาแต่ช้อปปิ้ง พูดจาหยาบคาย ซึ่งลำธารรับไม่ได้และขอเลิก แต่มิถุนาเปิดคลิปสัมพันธ์สวาทระหว่างคุณกับเขาที่แอบถ่ายไว้ขึ้นมาแบล็กเมล์ ซึ่งถ้าแม่เขาเห็นเข้าคงจะรับไม่ได้ เขาจึงต้องทนต่อไป

          ชีวาตม์ง้อกิ่งคำให้กลับมาเป็นคนเดิม แต่ดูเหมือนกิ่งคำจะไม่สนใจ พอชีวาตม์ไปทำงานคุณก็รีบมาหาเอน แต่ก็เจอดวลแทน ดวลพยายามพูดให้กิ่งคำได้คิดแล้วกลับไปหาชีวาตม์ แต่คุณก็ไม่ฟัง เอนกลับจากข้างนอกเห็นเที่ยงวันกับเดือนสิบมาตามน้องที่คอนโดจึงรีบขึ้นบันไดหนีไฟไปลากดวลออกมาจากห้อง เมื่อเที่ยงวันกับเดือนสิบขึ้นไปถึงก็พบกิ่งคำกำลังเมายาอยู่ เขาพูดเตือนสติคุณให้กลับใจและเลิกยา กิ่งคำอาเจียนจะหมดแรง เที่ยงวันเลยต้องขับรถคุณกลับมาส่งที่บ้าน แล้วกำชับให้คุณเลิกกับเอนและเลิกยาด้วย รื่นเริงออกมาเห็นพอดีจึงตามมาต่อว่าเที่ยงวันคิดว่ามาวุ่นวายกับบุตรสาวคุณ กิ่งคำมีอาการเหมือนคนแพ้ท้องทำให้รื่นเริงสงสัย

          ผู้จัดการมาขอลาออกเพราะรู้สึกผิดกับดวล เที่ยงวันถึงได้รู้ความจริงว่าเป็นแผนการของแม่ที่กล่าวโทษดวล แต่สวาทวิมลการันตีว่าคุณไม่ได้ยัดยาเสพติดให้ มีแต่เรื่องเงิน เที่ยงวันจึงเข้าใจว่าดวลยังเลิกยาไม่ได้ ดวลใช้ชีวิตเมายาอยู่กับเอนจนเอนถูกแก๊งค้ายามาทวงเงิน เอนไม่กล้าไปส่งยาใช้หนี้เหมือนเมื่อก่อนเพราะเริ่มชื่อดังและคนจำได้ เอนจึงให้ดวลทำแทน ขณะที่เขากำลังหาเหยื่อรายใหม่มาแทนกิ่งคำซึ่งคือนภางค์นั่นเอง เพราะกิ่งคำไม่มีเงินมาให้เหมือนก่อน กิ่งคำรู้สึกตัวว่าท้องแต่ไม่กล้าบอกใคร จึงตามเอนไปจนถึงออฟฟิศนภางค์ เอนไม่ยอมรับว่าเป็นพ่อเด็ก

          เที่ยงวันแอบไปดักรอกิ่งคำที่หน้าบ้านเพื่อให้ถามหาว่าเอนเอาดวลไปไว้ไหน กิ่งคำไม่ตอบ ทั้งคู่สมุทราะกัน ชีวาตม์กลับมาพอดี ทั้งคู่จึงแกล้งทำเป็นไม่มีอะไร เที่ยงวันขอตัวกลับ กิ่งคำก็รีบขึ้นห้องไป รื่นเริงหลุดปากเรื่องกิ่งคำท้องกับชีวาตม์จากที่คุณไปเห็นที่ตรวจครรภ์ของบุตรสาวในถังขยะ ชีวาตม์งงเพราะเขาไม่ได้มีอะไรกับกิ่งคำมานานแล้ว เขาเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับยุพราว่าเขาสงสัยว่าเที่ยงวันเป็นพ่อเด็ก เที่ยงวันตามเบาะแสที่ได้จากกิ่งคำมาเจอดวลกำลังส่งยา เขาจะพาดวลกลับ ดวลไม่ยอมหนีไปได้ กิ่งคำยอมช่วยเที่ยงวันกับเดือนสิบ เมื่อเอนโทร. มาคุณจึงนัดเขาแล้วบอกเที่ยงวันให้ตามไป ชีวาตม์ได้ยินทั้งคู่นัดกันจึงแอบตามมาพร้อมยุพรา ทันเห็นเที่ยงวันขึ้นรถกิ่งคำ แต่ไม่รู้ว่าทั้งคู่กำลังตามดวลที่ไปส่งยา เที่ยงวันเข้าไปคุยแต่ดวลก็หาทางหนีรอดจากเที่ยงวันไปได้อีกที แต่ไม่นานต่อมาดวลก็โทร. หาเที่ยงวัน เขาเอายาไปส่งแต่ถูกคนสวมรอยมาชิงยาไป พ่อค้ายาโกรธมากที่เขาทำของหลุดไปและกำลังตามล่าตัวเขาอยู่ เขาขอให้เที่ยงวันช่วย เที่ยงวันคิดแผนให้ดวลถูกตำรวจจับขณะเสพยา แล้วขอร้องเงินยวงให้ช่วยส่งดวลไปบำบัดที่บ้านโอบอุ้มเพื่อให้ให้พ้นจากการตามล่าของพวกแก๊งค้ายา

ท่านชายกำมะลอ 1

กระแตเป็นน้องสาวเพียงคนเดียวของยิ่งยง และมีนิสัยกระล่อนปลิ้นปล้อนไม่แพ้พี่ชาย หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นสิบแปดมงกุฏจนได้ฉายา อีสวย มือกาว กระแตมาขออาศัยอยู่กับยิ่งยงเพราะหนีการตามล่าของใหญ่ชุมพร นักเลงปักษ์ใต้ที่ตัวเองไปหักหลังและหลอกให้รัก โดยอุปโลกแต่งตั้งตัวเองเป็น ท่านหญิงกระต่ายน้อย

สองพี่น้องท่านชายและท่านหญิงกำมะลอใช้ชีวิตเสวยสุขฝันหวานอยู่ในบ้านของคุณไฉไลได้ไม่นาน ทั้งสองก็ฝันสลายเมื่อทนายความเปิดพินัยกรรมและบอกว่าคุณไฉไลมอบมรดกทั้งหมดรวมทั้งบ้านและที่ดินให้กับมูลนิธิการกุศล ยิ่งยงจะได้รับเงินเดือนเพียงเดือนละหนึ่งหมื่นบาทจากมูลนิธิเพียงแค่นั้นและมีสิทธิ์อยู่ในบ้านได้แต่ไม่มีสิทธิ์ขายทรัพย์สินใด ๆ ยิ่งยงทั้งโกรธและแค้นคุณไฉไลแต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับตามเงื่อนไข

ริซ่าเป็นปลื้มในตัวเพชรพริ้งมากถือว่าเป็นสุดยอดไอดอลของกุลสตรีผู้ดีเก่าที่คุณอยากเป็น ริซ่าจึงตีสนิทขอเป็นน้องสาวและเกาะติดเพชรพริ้งไปตามงานสังคมต่างๆอย่างกับปลิงและได้พบกับเอ๊กซ์เบิร์ดสองชายหนุ่มหล่อมาดดีจากการแนะนำของเพชรพริ้ง ริซ่าตกหลุมรักเอ๊กซ์โดยไม่รู้ว่าเขากับเบิรด์เป็นคู่เกย์นักต้มตุ๋น น้อยเป็นเด็กชายหนุ่มลูกชายคนขับสามล้อที่ติดตามข่าวในแวดวงไฮโซจากนิตยสารและอยากมีชีวิตหรูหราเหมือนกับคนรวยที่เห็นในหน้าหนังสือน้อยจึงไม่พอใจในโชคชะตาที่ตัวเองเกิดมาจนจึงมโนบอกตัวเองและคนอื่น ๆ ว่าเขาเป็นท่านชายที่หลงทางมาริซ่าขับรถชนน้อยจนได้รับบาดเจ็บพาส่งโรงพยาบาล น้อยบอกริซ่าว่าตัวเองเป็นท่านชายที่หนีออกจากวังเพราะสมุทราะกับท่านพ่อ ริซ่าจึงสงสารให้ความช่วยเหลือด้วยการชวนไปพักที่คอนโดของคุณ

น้อยแอบหลงรักริซ่าเพราะความมีน้ำใจและจิตใจที่ดีงามของคุณ เมื่อเบิร์ดกับเอ๊กซ์ได้เจอท่านชายน้อยทั้งสองต่างชอบและพยายามปลุกปล้ำ ทำให้น้อยได้รู้ความจริงว่าทั้งสองเป็นเกย์จึงบอกให้ริซ่ารู้สึกตัว แต่ทว่านอกจากริซ่าจะไม่เชื่อแล้วคุณยังโกรธและขับไล่ไสส่งน้อยออกไปจากคอนโดกระแตได้พบกับเงี๊ยบลูกชายเจ้าของร้านเพชรในคืนหนึ่งที่เงี๊ยบกำลังอกหักช้ำรักและเป็นจังหวะที่กระแตกำลังขาดเงิน กระแตจึงเข้าไปตีสนิทและมอมยารูดทรัพย์เงี๊ยบไปจนหมดตัวพร้อมกับล่องหนหายตัวไป

เจ๊หงส์และเสี่ยชินเป็นเศรษฐีใหม่พวกไฮซ้อเพิ่งจะรวย ทั้งสองอยากให้เงี๊ยบผู้เป็นลูกชายได้แต่งงานกับคนมีเชื้อสายตระกูลเก่าเพื่อให้ยกระดับสังคมของตนเองให้เป็นไฮโซเต็มขั้น ทั้งสองได้รู้จักกับท่านชายเทพยิ่งยงและท่านหญิงกระต่ายน้อย สองผัวเมียจึงคิดจับคู่ให้ลูกชายแต่เรื่องกลับตาลปัตรเมื่อเงี๊ยบเจอกระแตและจำได้ว่าคุณเคยมอมยารูดทรัพย์เขาจนหมดตัว แต่กระแตไม่ยอมรับแถมยังบีบน้ำตารับรองว่าตัวเองคือท่านหญิงกระต่ายน้อยผู้บอบบาง เงี๊ยบแค้นใจแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะเจ๊หงและเสี่ยชินไม่เชื่อว่าท่านหญิงกระต่ายน้อยคืออีสวยมือกาวและยื่นคำขาดให้เงี๊ยบจีบคุณให้ติด

ทอฝันกับมาวิน

มาวิน(วรกร ศิริสรณ์) ลูกชายคนเดียวของชนะ(พล ตัณฑเสถียร) CEOธนาคารชื่อดัง และเป็นพ่อม่ายเนื้อหอมที่ทุกคนต่างให้ความสนใจ แม่ของมาวินเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก มาวินจึงได้รับการเลี้ยงดูโดย ป้าแวว(ปวีณา ชารีฟสกุล) พี่เลี้ยงของพ่อที่เป็นคนเก่าคนแก่ ตั้งแต่เล็กจนโตมาวินถูกพ่อเลี้ยงดูอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด พอเผ่านหาวิทยาลัยก็เลือกสอบเข้าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีตามทางที่พ่อขีดไว้ให้

มาวินมีเพื่อให้นสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กอยู่หนึ่งคน คือ น็อต(ชัชชวิศ เตชะรักษ์พงศ์) เป็นเพื่อให้นแท้ที่คอยช่วยเหลือมาวินในยามคับขัน ครอบครัวของมาวินกับน็อตสนิทกันมาก เพราะชนะเป็นเพื่อให้นกับเกษม(เกริก ชิลเลอร์) พ่อของน็อต และยังมีหรรษา(กนกวรรณ บุรานนท์) แม่ของน็อต ที่พยายามเชียร์ลดา(อลิชา หิรัญพฤกษ์) น้องสาวของเกษมให้กับชนะ แต่ชนะเองก็ยังสนใจแต่เรื่องของมาวินและยังไม่พร้อมเริ่มใหม่กับใคร

ในขณะเดียวกันแบงค์(ภูมินทร์ นภาวุฒิ) อิจฉามาวินมาตั้งแต่เด็ก เพราะถูกกอบเกียรติ(โอลิเวอร์ พูพาร์ต) พ่อของแบงค์กับกิ่งแก้ว(พรนภา เทพทินกร) แม่ของแบงค์ เปรียบเทียบกับมาวินอยู่ตลอดเวลา แต่ลูกแพร์(ศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล) น้องสาวของแบงค์กลับชอบและชื่นชมมาวินแบบสุดๆ ซึ่งนั่นทำให้แบงค์เกิดความริษยาและต้องการเอาชนะมาวินให้ได้ แบงค์เป็นแฟนกับโมน่า(รัตน์ฟ้า ไชยชื่นจิตต์) บุตรสาวของเจ้าแม่อฆ่าิมทรัพย์อย่าง วิภาดา(สิรินยา บิชอฟ) ลึกๆ แล้วโมน่าก็แอบชอบมาวินอยู่เหมือนกัน

วันหนึ่งมาวินเปิดประตูเข้าห้องเรียนผิดและได้พบกับทอฝัน(อังศุมาลิน สิรงามศักดิ์เมธา) มาวินตกหลุมรักทอฝันตั้งแต่ต้นเห็น โชคดีที่น็อตเป็นกูรูเรื่องสาวสวยมหาวิทยาลัย จึงรู้ว่าทอฝันกำลังแสดงละครเวทีของชมรมละครและพามาวินมาดู ตั้งแต่นั้นมามาวินก็พยายามจีบทอฝันโดยขอร้องจาก หมวย(ภัชธร ธนวัฒน์) เพื่อให้นสนิทของทอฝัน แต่ทอฝันกลับไม่ปลื้มคุณหนูอย่างมาวินเอาซะเลย เพราะคุณมาจากครอบครัวฐานะปานกลาง ทะนง(พลวัฒน์ มนูประเสริฐ) พ่อของคุณรับข้าราชการครู ส่วนเหมือนฝัน(รัชนก แสงยกโต) เป็นแม่บ้านทำขนมขาย แม้จะไม่ร่ำรวย แต่ทุกคนในครอบครัวก็แฮปปี้

นอกจากทอฝันจะไม่ถูกชะตาแล้ว มาวินยังเจออุปสรรคสำคัญอย่างกวี(ธีธัช จรรยาศิริกุล) เพื่อให้นสนิทของทอฝันที่แอบรักทอฝันอยู่ แต่มาวินก็ไม่ละความพยายาม เขายอมทำทุกอย่างแม้กระทั่งเปลี่ยนวิธีการแต่งตัวให้ดูเซอร์ๆ ติดดินเหมือนกวี แต่หนทางดูริบหรี่

ม่านดอกงิ้ว 4

การประจันหน้ากันระหว่างไลลาและมีนรญาเกิดขึ้นในงานเมื่อเกิดเหตุตบตีกันในงานระหว่างพริตตี้ตัวท็อปของแวดวง อย่าง อิงฟ้า ศัตรูหมายเลขหนึ่งของไลลา หมั่นไส้ที่ไลลาได้เป็นพริตตี้ที่โดดเด่น เลยทนไม่ไหว ไลลาที่เห็นภาคินควงมีนรญามาในงานก็อยากเป็นที่สนใจ เลยใช้อิงฟ้าเป็นเครื่องมือ กลั่นแกล้งจนอิงฟ้าทนไม่ไหว สุดท้ายก็ตบกันกลางงานมอเตอร์โชว์

ถ้าเป็นปกติ ไลลาไม่มีวันยอมแพ้ ตบเป็นตบ แต่ถ้าเพื่อให้ผู้ชายที่ชื่อภาคิน ต้องให้เจ็บตัวมากกว่านี้ ไลลาก็ยอม ด้วยมารยาพันเล่มเกวียน ไลลาสวมบทพริตตี้ที่แสนดี ไม่สู้คน ยอมให้อิงฟ้าตบ ร้องห่มร้องไห้ วายุ และเวฬุรี ลูกน้องของภาคิน ถึงขึ้นกุมขมับ ต้องเข้าไปห้ามก่อนงานจะพัง ภาคินเองต้องผละจากเมียสาวเข้าไปดูความเรียบร้อยก่อนที่ลูกค้าจะหนีกระเจิง ไลลาเห็นภาคินไม่รอช้า ทำเป็นล้มลงไปแทบเท้าด้วยใบหน้าบอบช้ำ สำออยสุดพลัง และภาคินก็กลายเป็นเหยื่อของความสงสาร เขาเข้าไปช่วยพยุงไลลา และสั่งให้วายุ เวฬุรี จัดการลงโทษอิงฟ้า และดูแลไลลาให้เรียบร้อย

ไลลายิ้มมุมปาก เมื่อเห็นเหยื่อติดเบ็ด แผนการแรกที่จะได้ใกล้ชิดกับภาคินสำเร็จ !
ถ้าเป็นแต่ก่อน มีนรญาเห็นภาพของภาคินช่วยเหลือผู้หญิงคนอื่นคงไม่รู้สึกอะไร แต่หลังจากเหตุการณ์ในงานแต่งงาน ความระแวงสะสมในอกเริ่มแผลงฤทธิ์ทำให้คุณไม่ไว้ใจภาคิน เซ้นส์ของผู้หญิงด้วยกันดูออก แค่สบตาไลลา มีนรญาก็รู้แล้วว่าทุกอย่างเป็นการแสดง แต่ท่ามกลางคนอย่างมาก คุณจำเป็นต้องรักษาหน้าตัวเองเอาไว้ ทำตัวเป็นเมียที่แสนดี อ่อนหวานแต่ลับหลังนะเหรอ….เป็นมารร้ายชัดๆ
เมียที่อยู่กับความหวาดระแวงแปลงเป็นนางมารร้ายด้วยคำยุยงของ ลลิตาเพื่อให้นสนิทที่มีทักษะพิเศษนอกจากการเป็นรองนางงามและแม่สุดเก่งของลูกสองคนก็คือการจับผิดสามี ต้อนกิ๊กให้อยู่มือ พอเห็นภาพในโซเซียลที่ภาคินช่วยไลลาเอาไว้ สายตาของไลลาสะดุดใจเซียนจับกิ๊ก เตือนให้มีนรญาระวัง มีนรญาเองก็ไม่พอใจแต่ก็พยายามเก็บอาการเอาไว้ เพราะระยะนี้ภาคินดูแลเอาใจใส่คุณดีอยู่แล้ว ทั้งยังยังมีแผนจะไปฮันนีมูนเร็วๆ นี้ อีกด้วย แต่ลลิตาไม่วางใจเลยไปปรึกษา อารียา นักสืบจับกิ๊กชั้นต้นๆ ของแวดวง เรียกว่าสามารถจับกิ๊กได้อยู่มือ หลักฐานพร้อม และที่สำคัญ ยังกินตำแหน่งเพื่อให้นของลลิตาและมีนรญาอีกด้วย อารียาแปลงเป็นสาวไม่มีคู่คนเดียวในกลุ่ม ที่ปฏิญาณตัวเองว่าจะไม่แต่งงานตลอดชีวิต เพราะครอบครัวของคุณแตกเพราะพ่อมีเมียน้อย แถมยังพาเมียน้อยเผ่านาอยู่ในบ้านทำให้แม่เสียใจ ยิ่งทำงานเป็นนักสืบจับกิ๊ก เห็นชีวิตคู่ล่มมาเยอะ เลยคิดว่าชาตินี้จะเป็นไม่มีแฟน ถึงขนาดจองบ้านพักคนชราเอาไว้อยู่ยามแก่แบบหญิงไม่มีแฟนเรียบร้อยแล้วด้วย

มนตรามหาเสน่ห์

พุดซ้อน นางรำตัวยกโรงของ แม่ครูฟัก เจ้าของคณะนางรำที่เคยเลื่องชื่อ ความสวยของพุดซ้อนทำให้คณะนางรำแม่ครูฟักกลับมามีงาน และชื่อเสียงอีกรอบ ตาบ คนรับใช้ประจำตัวของพุดซ้อนที่มีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์จากแผลไฟไหม้ และมือที่คดงอ แถมยังนิสัยไม่ดี ตาบอิจฉาริษยา พร้อม สาวใช้อีกคนในเรือน พร้อมไม่ใช่ผู้หญิงสวยแถมยังมีปานบนในหน้า แต่ก็มีแต่คนรักใคร่ รวมทั้งเพื่อให้นสนิทอย่าง ช้อง ที่เป็นคู่หูไปไหนไปกัน พร้อมมีพี่ชายคือ พุ่ม เป็นมือระนาดของคณะ แต่ทุกคนในคณะเข้าใจว่าพุ่มคือสามีของพร้อม เพียงเพราะพุ่มต้องการปกป้องน้องจาก คุณชิด ลูกชายแม่ครูฟัก ที่มีนิสัยชอบเอาบ่าวในเรือนมาทำเมีย คุณชิดมี พวง เมียบ่าวผู้จงรักภักดี เทิดทูลและพร้อมที่จะเสียสละทุกสิ่งเพื่อให้เขา

แต่แล้ววันหนึ่งตาบก็ล่วงรู้ความลับของพุดซ้อน ว่าคุณไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาสวยเช่นนี้ และเป็นเพียงสาวแก่วัย 50 ปี แต่ด้วยอำนาจมนตรามหาเสน่ห์จึงทำให้พุดซ้อนสวยดั่งสาววัย 20 อีกที พุดซ้อนท่องมนต์ และอาบน้ำจันทร์ทุกคืนวันเพ็ญ เพื่อให้คงความสวยนี้ไว้ ภายหลังที่ตาบรู้ความลับทั้งพุดซ้อนและตาบก็หายไปจากเรือน คุณปรุง โปลิศชายหนุ่ม เผ่านารับหน้าที่ดูแลคดีการหายไปของทั้งพุดซ้อนและตาบ โดยมีพร้อมคอยช่วยเหลือเรื่องคดี ทำให้ทั้งสองเกิดความรู้สึกดีต่อกัน แต่คุณปรุงต้องหักห้ามใจ เพราะเข้าใจว่าพร้อมมีพุ่มเป็นผัวอยู่แล้ว และคุณปรุงเองก็มี สมร หญิงสาวเพียบพร้อมที่พ่อและแม่จัดหาไว้หวังให้เป็นคู่หมาย

ภายหลังที่พุดซ้อนหายไปไม่นาน แม่บุญเรือง หญิงสาวที่สวยทุกกระเบียดนิ้ว ก็เผ่านาสมัครเป็นนางรำ แต่บุญเรืองกลับมีนิสัยที่ไม่ดี มักแกล้งพร้อมด้วยความเกลียดชัง จนพร้อมแปลกใจว่านิสัยกลุ่มนี้ช่างเหมือนกับตาบเหลือเกิน เมื่อบุญเรืองเผ่านาอยู่ในคณะคุณชิดก็ให้ความสนใจในตัวบุญเรืองอย่างออกนอกหน้า แต่แล้ววันหนึ่งคุณชิดก็มาเห็นบุญเรืองอยู่กับพุ่มสองต่อสอง โดยที่บุญเรืองอ้างว่าพุ่มพยายามจะข่มเหงตน คุณชิดโกรธมากจนพลั้งมือแทงพุ่มจนตายต่อหน้าต่อตาพร้อม บุญเรืองเห็นท่าไม่ดีจึงพยายามปิดปากพร้อมอีกคน คุณชิดและบุญเรืองเอาทั้งคู่ไปทิ้งแม่น้ำ แต่พร้อมกลับรอดชีวิต โดยได้รับการช่วยเหลือจาก ป้าชุบ พร้อมเสียใจและแค้นมากที่พุ่มตายไป พร้อมอยากเอาคืนทุกคนที่ทำลายชีวิตตน ป้าชุบ การันตีจะช่วยพร้อม ด้วยคาถามนตรามหาเสน่ห์อีกรอบ จนพร้อมสวยไร้ที่ติ พร้อมกลับมาที่คณะนางรำในฐานะ พริ้ม ทำให้คุณปรุงที่โศกเศร้าจากการหายไปของพร้อม ก็ได้เจอพริ้มผู้หญิงที่เหมือนพร้อมมากเหลือเกิน แถมคุณชิดมีท่าทีสนใจพริ้มแทนที่บุญเรือง ทำให้บุญเรืองตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมายอีกทีไปที่คุณปรุง แต่คุณปรุงก็ยังมีสมร คู่หมายที่รับรองว่าอย่างไรตนก็ต้องได้แต่งงานกับปรุง

ลิขิตรัก ตะวันและจันทรา (The Moon That Embraces the Sun) ตอนที่ 1

ละครเรื่องนี้เปิดฉากด้วยคำพูดของพระพันปี "ชองฮี" (รับบทโดย "คิม ยองเอ") ที่หยิบยกเรื่องราวในตำนานมาเล่าเป็นเชิงเปรียบเทียบให้ "ยูน เทฮยอง" (รับบทโดย "คิม อึนซู") ฟัง โดยกล่าวว่า ครั้งหนึ่งโลกเราเคยมีพระอาทิตย์และพระจันทร์อย่างละ 2 ดวง ทำให้กลางวันร้อนจัด ส่วนกลางคืนก็หนาวเหน็บเกินทน สิ่งมีชีวิตทั้งปวงจึงต่างพากันเดือดร้อนทุกข์ยากถึงขั้นเกิดกลียุค  และและก็มีวีรบุรุษผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้น เขาเล็งธนูขึ้นฟ้าแล้วยิงพระอาทิตย์และพระจันทร์ตกลงมาอย่างละหนึ่งดวง โลกจึงสงบสุขนับแต่นั้นมา

* พระพันปีที่ว่าเป็นพระมารดาของพระเจ้าซองโจ ซึ่งเป็นพระราชาองค์ปัจจุบันของราชวงศ์โชซอน (เหตุเพราะละครเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนวนิยาย เรื่องราวและตัวละครทั้งหมดจึงถูกสมมุติขึ้นทั้งสิ้น) 

พระพันปีต้องการบอก ยูน เทฮยอง ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานว่า ในช่วงเวลาคับขันหรือเกิดเหตุเภทภัย จำเป็นต้องมีวีรบุรุษผู้กล้ามาช่วยแก้ไขสภาวะให้ แต่พระองค์กลัวว่าบัลลังก์ของพระโอรสจะถูกโหยกเหยกเสียก่อน จึงไม่อาจทนรอจนกว่าจะมีวีรบุรุษมาปรากฏกาย ดังนั้น ยูน เทฮยอง จึงต้องแสดงความจงรักภักดีด้วยการเป็นวีรบุรุษเสียเอง เพราะท้องฟ้ามีพระอาทิตย์ได้เพียงดวงเดียว เช่นเดียวกับบัลลังก์ของพระราชาที่มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

กลางดึกคืนหนึ่ง กลุ่มนักฆ่าชุดดำพากันบุกเข้าไปภายในบ้านหลังใหญ่ และจัดฉากสร้างหลักฐานเท็จด้วยการนำยันต์สีเหลืองไปติดไว้ที่เสาบ้าน และฝังเอกสารอะไรบางอย่างเอาไว้ใต้ดิน หนึ่งในนั้นตรงไปที่ห้องนอนของเหยื่อเพื่อให้ลอบฆ่า แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ทันใดนั้น ก็มีดาบจ่อเข้าที่คอของนักฆ่า และคนที่ถือดาบก็คือ "องค์ชายอึยซอง" พระอนุชาต่างมารดาของพระเจ้าซองโจ (ซึ่งเป็นพระอาทิตย์ดวงที่สองที่พระพันปีต้องการกำจัด ถึงแม้ว่าทั้งสองพระองค์จะมีความเชื่อมโยงอันดีต่อกันก็ตาม)

แม้เป็นข้างได้เปรียบในตอนแรก แต่ไม่นานองค์ชายอึยซองก็กลายเป็นข้างเพลี่ยงพล่ำหลังถูกมีดสั้นของนักฆ่าปักเข้าที่ไหล่ ในเวลาเดียวกันนั้น ธิดาเทพนามว่า "อารี" ก็สะดุ้งตื่นด้วยความตระหนกตกใจ คุณรู้ว่ากำลังจะมีเหตุนองเลือด  และองค์ชายก็ตกอยู่ในอันตราย จึงคิดที่จะออกไปดูด้วยความเป็นห่วง โดยไม่สนใจคำเตือนของเพื่อให้นรักซึ่งเป็นธิดาเทพเช่นกัน

* ละครเรื่องนี้เรียก "ตำหนักเทพ" ว่า "ซองซูชอง"  ซึ่งมีสถานะเป็นกรมหนึ่งในวังหลวง (ทำหน้าที่เหมือนกรมโหรสมัยโบราณในบ้านเรา แต่โหรหลวงและผู้ประกอบพิธีกรรมจะเป็นหญิงทั้งหมด) จึงขอใช้คำว่า "ซองซูชอง"  แทน "ตำหนักเทพ"  ในที่นี้

ระหว่างนั้น องค์ชายอึยซองพยายามยื้อชีวิตด้วยการต่อสู้กับเหล่านักฆ่าแบบสี่รุมหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ถูกฟันเข้าที่กลางหลังจนทรุดลงไปกองกับพื้น นักฆ่าคนหนึ่งเงื้อดาบขึ้นหมายฆ่าองค์ชายอึยซอง แต่และจากนั้นก็มีเสียงชายคนหนึ่งสั่งห้ามเอาไว้ และเขาคนนั้นก็คือ "ใต้เท้ายูน" หรือ "ยูน เทฮยอง" นั่นเอง

องค์ชายอึยซองทั้งโกรธและแค้นใจ เพราะก่อนหน้านี้ใต้เท้ายูนเคยมาพบองค์ชายที่ตำหนักนอกวังหลายครั้ง เพื่อให้ขอให้พระองค์ช่วยหนุนหลังโดยหวังที่จะมีอำนาจและได้เป็นใหญ่ในราชสำนัก ด้วยรู้ว่าพระราชาทรงไว้วางใจองค์ชายอึยซองมาก แต่องค์ชายไม่ยอมช่วยเหลือ ทั้งยังดูถูกว่าเขาไม่คู่ควรกับตำแหน่งขุนนางใหญ่ในราชสำนัก ใต้เท้ายูนจึงหันไปพึ่งใบบุญพระพันปี

องค์ชายอึยซองถามว่าที่เขาทำเช่นนี้ เป็นเพราะต้องการเปลี่ยนแผนหรือหาคนหนุนหลังได้แล้วกันแน่ ใต้เท้ายูนตอบว่าเขาคิดที่จะให้พระราชาเป็นผู้หนุนหลังนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป   องค์ชายอึยซองกล่าวว่าพระเชษฐาของพระองค์ (พระราชา) ไม่ใช่คนหูเบา จึงไม่มีวันหลงเชื่อคำกล่าวเพ็ดทูลของใต้เท้ายูนอย่างแน่ๆ  (ที่ผ่านมาองค์ชายอึยซองเหมือนที่ปรึกษาของพระราชา หากพูดหรือให้ความเห็นสิ่งใด พระราชามักเห็นด้วยเสมอ)  ใต้เท้ายูนยิ้มเยาะแล้วบอกว่า องค์ชายไม่มีโอกาสเข้าเฝ้าพระราชาอีกแล้ว เพราะเขาจะเป็นคนส่งองค์ชายขึ้นสวรรค์ด้วยตัวเอง

ก่อนลงมือฆ่า ใต้เท้ายูนบอกองค์ชายอึยซองว่า พระสหายคนสนิทกำลังรอพระองค์อยู่บนสรวงสรรค์ พอรู้ว่าคนสนิทกลายเป็นเป้าฆ่าด้วยเช่นกัน องค์ชายอึยซอก็คว้าดาบแล้วพยายามลุกขึ้นหมายชำระแค้น แต่แล้วหลังจากนั้นก็ถูกดาบของใต้เท้ายูนฟันเข้าที่คออย่างจัง

อารี ตกตะลึงตาค้างเมื่อเห็นองค์ชายถูกฆ่าต่อหน้าอย่างเหี้ยมโหด ใต้เท้ายูนรู้สึกได้ว่ามีคนแอบดูจึงหันหลังกลับไปมอง พอเห็นอารียืนช็อคอยู่ทางด้านหลังกำแพง ใต้เท้ายูนก็สั่งให้ลูกสมุนออกไล่ล่า อารีวิ่งหนีกลุ่มนักฆ่าเข้าไปในป่า แต่แล้วกลับพบว่าตัวเองกำลังจนมุม กลุ่มนักฆ่าคิดว่าอารีหมดทางหนีจึงพากันถือดาบเดินเข้าหาอย่างใจเย็น อารีรู้สึกหวาดกลัวจึงลืมตัวถอยหนีทำให้พลัดตกหน้าผาในที่สุด 

เหล่านักฆ่าพากันออกตามหาร่างของอารี แต่ก็พบเพียงโบว์ผูกผมสีแดงที่บ่งบอกว่าเป็นคนของ "ซองซูชอง"  หัวหน้าทีมนักฆ่าจึงสั่งให้ลูกน้องตามล่าอารีต่อไป คืนนั้นหัวหน้าธิดาเทพเรียกสมาชิกทุกคนมารวมตัวกันเพื่อให้สำรวจว่ามีใครหายตัวไปหรือเปล่า ในที่สุดคุณก็พบว่าอารีหายตัวไป

ใต้เท้ายูนเข้าเฝ้าพระพันปีเพื่อให้กล่าวว่า คนของซองซูชองที่ชื่ออารีรู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แม้จะยังหาตัวคุณไม่พบ แต่คาดว่าคงจะจับตัวคุณได้เร็วๆ นี้แน่ๆ พระพันปีไม่รู้สึกเป็นห่วงเมื่อทราบว่าอารีหนีรอดไปได้ ทั้งยังคิดว่าโชคกำลังเข้าข้าง เพราะในอดีตอารีเคยเป็นทาสรับใช้ครอบครัวองค์ชายอึยซอง พระองค์คิดแผนปล่อยข่าวว่าทั้งคู่มีใจให้กัน และอารีก็หวังให้คนรักของคุณได้ขึ้นครองบัลลังก์จึงใช้เครื่องรางของขลังเข้าช่วย ใต้เท้ายูนเป็นห่วงเรื่องหลักฐานที่จะนำมาใช้ปักปรำอารี พระพันปีบอกว่าเรื่องนั้นไม่มีปัญหาเพราะโหรหลวงหญิงที่ซองซูชอง (หัวหน้าธิดาเทพ) เป็นคนของพระองค์ สิ่งที่ใต้เท้ายูนต้องทำในตอนนี้ก็คือเขียนรายงานขึ้นกราบทูลพระราชาว่า องค์ชายอึยซองและอารีร่วมกันคิดแผนก่อกบฏ

พระเจ้าซองโจอ่านรายงานแล้วรู้สึกข้องใจ เพราะในรายงานกล่าวว่าพระอนุชาต่างมารดาถูก "ฮอง มานโฮ" ซึ่งเป็นขุนนางใหญ่และเพื่อให้นสนิทฆ่าหลังมีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องการก่อกบฏ แถมฮอง มานโฮ ยังฆ่าตัวตายเพราะสำนึกผิด โดยทิ้งจดหมายลาตายเอาไว้ด้วย

หัวหน้าธิดาเทพถูกเรียกตัวมาเข้าเฝ้า เพื่อให้ตีความสัญลักษณ์ที่ปรากฏบนยันต์ (หนึ่งในหลักฐานเท็จที่พบภายในตำหนักขององค์ชาย) คุณได้รับคำสั่งจากพระพันปีให้ใส่ร้ายป้ายสีอารีและองค์ชายอึยซอง จึงกราบทูลว่า ยันต์ดังที่กล่าวถึงแล้วมีไว้เพื่อให้เรียกพลังพระอาทิตย์ (พระอาทิตย์ หมายคือพระราชา) การที่องค์ชายอึยซองนำยันต์มาติดไว้ที่บ้าน เป็นเพราะต้องการเสริมพลังอำนาจบารมีเพื่อให้จะได้มีโอกาสขึ้นครองบัลลังก์ และยันต์ใบนี้ก็ลงอักขระและผ่านการทำพิธีปลุกเสกโดยคนของสำนักซองซูชองที่มีชื่อว่า "อารี"

หลังได้รับบาดเจ็บและต้องหลบหนีอยู่ในป่าตลอดทั้งคืน  อารีก็หมดแรงล้มลงหน้าเกี้ยวของนายหญิงชินซึ่งท้องแก่ใกล้คลอดและกำลังจะเดินทางเข้าไปในเมือง เมื่อมองว่าอารีบาดเจ็บสาหัสนายหญิงชินจึงพาคุณขึ้นเกี้ยวไปด้วยโดยไม่รู้ว่ามีการตั้งด่านสกัดจับ "กบฏหลบหนี" ที่หน้าประตูเมือง ทำให้มีการตรวจตราคนที่จะเดินทางเข้าเมืองหลวงอย่างเข้มงวด หญิงรับใช้ประจำตัวนายหญิงชินเห็นรูปอารีในประกาศจับก็รู้สึกสะดุ้ง  คุณพยายามหาทางบ่ายเบี่ยงเพื่ิอไม่ให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นภายในเกี้ยว โดยอ้างว่าการตรวจค้นเกี้ยวของหญิงที่มาจากตระกูลขุนนางเป็นเรื่องไม่เหมาะสม แต่เจ้าหน้าที่กลับเดินเข้าไปเปิดหน้าต่างแล้วเชิญนายหญิงชินลงมาจากเกี้ยว 

นายหญิงชินเอามือลูบท้อง เพื่อให้ให้เจ้าหน้าที่คิดว่าคุณกำลังท้องแก่ใกล้คลอด (อารีหลบอยู่ใต้กระโปรงนายหญิงชิน) พลางบอกว่า คุณไม่ค่อยสบายตัวและรู้สึกเหนื่อยมาก เพราะเพิ่งจะเสร็จจากการอธิษฐานขอพรให้ลูกน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทั้งยังขยับตัวค่อนข้างลำบาก หากมีข้อสงสัยอะไรขอเชิญตามไปพิจารณาที่บ้าน พอเจอมุกนี้เข้าเจ้าหน้าที่จึงยอมให้ผ่านเข้าเมืองไปแต่โดยดี

หลังเกี้ยวของนายหญิงชินเคลื่อนออกจากจุดตรวจ เจ้าหน้าที่ก็พบว่ามีรอยเลือดที่พื้น เมื่อหันกลับไปดูที่เกี้ยวก็เห็นเลือดสดๆ กำลังหยดลงมา จึงสั่งให้หยุดเกี้ยวและขอตรวจค้น ครั้นพอเจ้าหน้าที่เปิดหน้าต่างดูก็พบว่านายหญิงชินกำลังร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ทั้งยังมีเลือดออกจำนวนไม่ใช่น้อย สาวใช้โวยวายดังลั่นว่าต้องรีบพานายหญิงกลับบ้าน ถ้าหากเด็กในท้องนายหญิงเป็นอะไรไป ต้องแปลงเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ เพราะพ่อของเด็กเป็นถึงท่านทูต เจ้าหน้าที่ได้ยินดังนั้นจึงรีบอนุญาตให้นายหญิงชินผ่านเข้าเมืองไป

อารีซาบซึ้งใจมากที่นายหญิงชินยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ช่วยเหลือคุณ นายหญิงชินบอกว่าความจริงแล้วลูกในท้องของคุณต่างหากที่ช่วยอารีเอาไว้ เพราะตอนนั้นคุณรู้สึกอย่างกับว่ากำลังจะขาดใจตายจริงๆ อารีมองท้องของนายหญิงแล้วบอกว่าลูกในท้องของคุณงดงามดุจดวงจันทร์ และจะเกิดมาเป็นหญิงผู้สูงศักดิ์ อารีเห็นภาพอนาคตของเด็กในท้องว่าจะได้เกี่ยวข้องกับคนในราชวงศ์ แต่จะพบกับชะตากรรมอันโหดร้ายที่อาจนำไปสู่ความตาย (อารีมองเห็นหลุมศพ)

ก่อนแยกทางกัน นายหญิงชินบอกอารีว่า ถึงคุณจะไม่ใช่แม่หมอแต่ก็พอดูออกว่าอารีไม่ใช่คนเลว อารีมองตามเกี้ยวด้วยสำนึกในบุญคุณและเป็นห่วงอนาคตของเด็กในท้อง จึงวิ่งตามเกี้ยวนายหญิงชินแล้วให้คำมั่นสัญญาว่า คุณจะช่วยปกป้องเด็กในท้องของนายหญิงถึงแม้ว่าจะไม่อยู่บนโลกใบนี้รวมทั้งตาม

หลังแยกทางกับนายหญิงชินแล้ว อารีก็ถูกจับและโดนทรมานอย่างหนักต่อหน้าเหล่าธิดาเทพ เพื่อให้บีบบังคับให้ยอมรับยอมรับสารภาพ ใต้เท้ายูนยกยันต์สีเหลืองให้อารีดูแล้วถามว่าใครเป็นคนสั่งให้คุณทำยันต์นี้ขึ้นมา อารีปฏิเสธว่าคุณไม่รู้เรื่องและยันต์นั่นก็ไม่ใช่ของคุณ แต่ใต้เท้ายูนยังคงคาดคั้นและขู่ให้อารียอมรับรับสารภาพ อารียืนกรานอย่างเหนื่อยอ่อนว่าคุณไม่รู้เห็นและไม่ได้เป็นคนเขียนยันต์ที่ว่า จึงไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าใครคือผู้บงการ

ใต้เท้ายูนพยายามบีบบังคับให้อารียอมรับยอมรับสารภาพโดยอ้างว่ามีหลักฐานชี้ชัดว่าคุณเป็น "กบฎ"  อารีได้ยินข้อกล่าวหาแล้วรู้สึกโกรธ จึงจ้องหน้าใต้เท้ายูนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดว่า หากจะมีใครสักคนเป็นกบฏ คนๆ นั้นก็คือ ใต้เท้ายูนซึ่งเป็นคนจัดฉากและสร้างหลักฐานเท็จทั้งหมดขึ้นมา

ใต้เท้ายูนขู่ว่าจะตัดลิ้นและตัดคออารี หากคุณยังไม่ยอมพูดความจริง อารีรู้สึกตัวดีว่าถึงยังไงคุณก็หนีความตายไปไม่พ้นจึงพูดทิ้งทวนว่า…

"ไอ้คนสารเลว! คิดหรือว่ามีข้าคนเดียวที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด คิดหรือว่าฆ่าปิดปากข้าแล้วเรื่องจะจบ ผิดแล้วไอ้คนชั่ว ยังมีเทพธิดาแห่งรัตติกาลที่เฝ้าดูเจ้าอยู่ เลือดของชายผู้นั้นไม่ใช่สิ่งเดียวที่ไหลชโลมลงบนคมดาบของเจ้าในค่ำคืนนั้น หากยังมีแสงจันทร์ทาบทอลงบนดาบของเจ้าด้วย คอยดูก็แล้วกัน สักวันแผนชั่วของเจ้าจะถูกเปิดโปงภายใต้แสงจันทร์ และแสงจันทร์นี่แหล่ะที่จะทำให้เจ้าอายุสั้นลง"

หลังจบการไต่สวน อารีถูกนำตัวไปขังเพื่อให้รอรับโทษประหารในวันรุ่งขึ้น นกยองเพื่อให้นรักของอารีติดสินบนเจ้าหน้าที่แล้วรีบเผ่านาเยี่ยมอารีในคุก พลางตำหนิอารีที่ดื้อรั้นไม่ยอมฟังคำเตือนของคุณจนต้องพบกับชะตากรรมอันเลวร้าย อารีบอกว่า คุณไม่เคยหวังให้องค์ชายขึ้นครองบัลลังก์แทนพระราชาตามที่ถูกกล่าวหา และองค์ชายเองก็ไม่เคยคิดเช่นนั้นด้วย นกยองเสียใจที่คุณรู้ความจริงทุกอย่างแต่กลับช่วยเพื่อให้นรักไม่ได้  จึงคิดที่จะไปกราบทูลความจริงให้พระราชาทรงทราบ แต่กลับถูกอารีห้ามไว้

อารีรู้ว่าถึงยังไงก็ไม่มีใครช่วยคุณได้ จึงฝากฝังนกยองให้ช่วยปกป้องเด็กหญิงคนหนึ่งแทนคุณ โดยบอกแต่เพียงว่า ครอบครัวของเด็กจะพังพินาศหากเด็กคนนั้นเข้าใกล้พระอาทิตย์มากเกินไป แต่เด็กจะเกิดมาพร้อมกับดวงชะตาที่ต้องอยู่ใกล้เคียงและคอยปกป้องพระอาทิตย์ อารีขอร้องให้นกยองช่วยปกป้องเด็กคนนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นกยองพยายามถามว่าเด็กคนนั้นคือใคร แต่ก็ถูกทหารยามลากตัวออกจากคุกไปเสียก่อน

วันรุ่งขึ้นอารีถูกนำตัวไปประหารกลางแจ้งด้วยการแยกร่าง ระหว่างถูกมัดแขนขาคุณมองขึ้นไปบนท้องฟ้าและเห็นภาพพระอาทิตย์แยกออกเป็นสองดวง ต่อด้วยภาพองค์ชายสองพี่น้อง และบุตรสาวของนายหญิงชินซึ่งมีสถานะเป็นองค์หญิงรัชผู้สืบสกุล (พระคู่หมั้นขององค์รัชผู้สืบสกุล) คุณจึงเอ่ยขึ้นว่า "พระอาทิตย์ 2 ดวง และพระจันทร์เพียงหนึ่งเดียว… ขอท่านทั้งสามจงอยู่รอดปลอดภัย" เมื่ออารีพูดจบการประหารก็เริ่มขึ้นทันที

ระหว่างที่อารีกำลังถูกประหาร นายหญิงชินก็ให้กำเนิดบุตรสาวนามว่า "โฮ ยอนอู"  ซึ่งเป็นชื่อที่สามีของคุณตั้งเอาไว้ให้ ก่อนที่เขาจะเดินทางไปเป็นทูตที่ต้าหมิง (คุณและสามีมีลูกชายคนโต ชื่อ "โฮ ยอม")

13 ปีต่อมา ในวังหลวงมีการจัดพิธีประกาศเกียรติคุณและเฉลิมฉลองให้เหล่าบัณฑิตที่สอบขุนนางได้คะแนนสูงสุด และเหตุเพราะเป็นราชพิธีที่จัดขึ้นต่อหน้าพระพักตร์พระราชา จึงมีการเตรียมงานอย่างมากใหญ่ แต่ทว่าอาหาร เสื้อผ้า และข้าวของอะไรบางอย่างที่เตรียมไว้ได้หายไปจำนวนหนึ่ง แม้แต่องค์ชายฮวอน ซึ่งเป็นองค์รัชผู้สืบสกุลที่ยังอยู่ในวัยเยาว์ (15 ปี) ก็พลอยหายตัวไปด้วยเช่นกัน

ในตอนนั้นองค์ชายรัชผู้สืบสกุลแอบโดดเรียน แล้วมาหลบอยู่ภายในห้องร้างโดยมีอาหารและข้าวของสำหรับใช้ในราชพิธี (ที่หายไปจากรอบๆงาน) ตั้งเรียงรายอยู่บนโต๊ะ พระองค์เปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อให้ไม่ให้เป็นจุดสนใจจะได้หนีออกจากวัง (รอบๆตำหนักเงาจันทร์) โดยไม่ถูกจับได้เสียก่อน จากนั้นก็ทานอาหารให้อิ่มท้อง แถมยังตุนของว่างและของใช้บางสิ่งติดตัวไปเพียบ

ในเวลาเดียวกันนั้น นายหญิงชินและ "ยอนอู" บุตรสาวคนเล็ก ต่างเดินทางมาร่วมพิธีที่วังหลวง เหตุเพราะ ยอม (พี่ชายยอนอู) เป็นหนึ่งในบัณฑิตที่ต้องรายงานตัวหน้าพระพักตร์ในพิธีดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว นอกจากนี้ โฮ ยองแจ (พ่อของยอนอู) ซึ่งเป็นราชบัณฑิต ก็ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเช่นกัน (โดยยืนข้างเคียงใต้เท้ายูน ซึ่งได้เลื่อนตำแหน่งเป็น "เสนาบดี" ประจำกรมวัง มีหน้าที่ควบคุมดูแลการแต่งตั้ง โยกย้าย และสรรหาบุคลากร) 

"โฮ ยอม" ซึ่งได้คะแนนสูงสุดในฐานะบัณฑิตข้างบุ๋น มีเพื่อให้นรัก 2 คน คือ อูน (ร่วมพิธีในฐานะบัณฑิตข้างบู๊ที่สอบได้คะแนนสูงสุด) และองค์ชายยางมยอง (ไม่ได้ร่วมพิธี) ซึ่งต่างก็เป็นลูกศิษย์ของราชบัณฑิตโฮ (พ่อของ ยอมและยอนอู) ทั้งสิ้น

ขณะที่พิธีอันทรงเกียรติกำลังจะเริ่มขึ้น อีกด้านหนึ่งของวังหลวงก็กำลังโกลาหลกันยกใหญ่หลังองค์ชายรัชผู้สืบสกุลหายตัวไป ข้าหลวงฮยองซอนกลัวว่าจะถูกลงโทษจึงสั่งทหารองค์รักษ์ให้เร่งออกตามหาองค์ชายรัชผู้สืบสกุลก่อนที่เรื่องจะล่วงรู้ถึงหูพระราชา ในเวลาเดียวกันนั้น พระเจ้าซองโจก็เสด็จมาถึงรอบๆงาน ระหว่างที่ยอนอูก้มลงกราบพระราชา คุณเหลือบไปเห็นผีเสื้อตัวหนึ่งบินวนอยู่ใกล้ๆ ครั้นพอผีเสื้อบินห่างออกไป คุณก็เผลอเดินตามอย่างลืมตัว

ระหว่างที่องค์ชายฮวอน (รัชผู้สืบสกุล) กำลังปีนบันไดที่พาดอยู่บนกำแพงวัง (โดยมือหนึ่งถือร่มเพื่อให้ปกป้องผิวจากแสงแดด) ผีเสื้อสื่อรักก็พายอนอูเผ่านาในรอบๆดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นพอดี องค์ชายรัชผู้สืบสกุลเห็นสาวน้อยแปลกหน้าเผ่านาเดินป้วนเปี้ยนในวังหลวงตอนที่พระองค์กำลังจะปีนกำแพงหลบหนี เลยทำตัวไม่ถูกได้แต่ยืนตาค้างตัวแข็งทื่ออยู่บนบันได (แอบตกตะลึงในความงาม) ยอนอูมัวแต่จดจ่ออยู่กับผีเสื้อจึงไม่ทันสังเกตว่ากำลังถูกจับจ้องโดยชายหนุ่มน้อยรูปงาม จนกระทั่งคุณมาหยุดยืนตรงหน้าบันได

ยอนอูเองก็ตกอกตกใจและทำอะไรไม่ถูกเมื่อหันมาเห็นชายหนุ่มน้อยคนหนึ่งกำลังปีนกำแพงวัง แถมพ่อชายหนุ่มคนนั้นยังจ้องหน้าคุณแบบตาไม่กระพริบ ขณะที่องค์ชายรัชผู้สืบสกุลนึกสงสัยว่าสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้าเป็นใคร และเผ่านาเดินเพ่นพ่านในวังหลวงได้ยังไง  แต่ยังไม่ทันได้ซักถามก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อองค์ชายรัชผู้สืบสกุลพลัดตกลงมาจากบันได แถมยังร่วงลงมาใส่ยอนอูทำให้ล้มลงไปกองกับพื้นด้วยกันทั้งคู่

พอรู้สึกตัวทั้งคู่ก็รีบผละออกจากกัน องค์ชายฮวอนแก้เก้อด้วยการวางมาดขรึมและถามยอนอูเสียงเข้มว่า "เจ้ามาอยู่ในวังหลวงได้ยังไง" ยอนอูถามกลับว่า "แล้วคุณชายล่ะคะ…ปีนกำแพงวังทำไม" องค์ชายถึงกับอึ้งที่ถูกย้อนถาม จึงขู่ว่าการลอบเผ่านาในวังโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษสถานหนัก ยอนอูบอกว่าคุณมาร่วมพิธีประกาศเกียรติคุณและเฉลิมฉลองที่พี่ชายสอบขุนนางข้างบุ๋นได้ที่หนึ่ง ไม่เหมือนใครบางคนที่แอบเผ่านาขโมยของในวังและกำลังจะปีนกำแพงหลบหนี (ยอนอูเห็นถุงเป้สะพายหลังขององค์ชายมีของบรรจุอยู่จนเต็ม เลยนึกว่าเป็นของที่ขโมยมา) องค์ชายพยายามปฏิเสธว่าพระองค์ไม่ได้เป็นขโมย แต่ยิ่งแก้ตัวก็ยิ่งมีพิรุธ ยอนอูจึงร้องเรียกทหารยามให้มาจับหัวขโมย องค์ชายรีบเอามือปิดปากยอนอูไว้ ก่อนที่จะพาวิ่งหนีไป

เมื่อมองว่าปลอดภัยแล้วทั้งคู่จึงหยุดวิ่ง องค์ชายฮวอนต่อว่ายอนอูที่ทำให้เสียแผน แถมยังต้องวิ่งหนีจนเหนื่อยแทบขาดใจ ยอนอูไม่พอใจที่องค์ชายชอบวางท่าและพูดจาเหมือนเป็นเจ้านาย องค์ชายอ้างว่าเป็นเพราะคุณอายุน้อยกว่า ยอนอูย้อนว่า "รู้ได้ไง" และถามว่า "ท่านอายุเท่าไหร่" องค์ชายบอกใบ้ให้ยอนอูนำอายุของคุณมาลบด้วยสอง ยอนอูโวยวายว่า "งั้นท่านก็อายุแค่ 11 ปี แล้วทำไม…." องค์ชายสวนกลับ "แสดงว่าเจ้าอายุ 13…เห็นมั๊ยล่ะ ข้าแก่กว่าเจ้าตั้ง 2 ปี"

ยอนอูเถียงสู้องค์ชายไม่ได้เลยงัดไม้ตายมาใช้ องค์ชายเห็นยอนอูเดินหนีจึงรีบคว้าแขนคุณไว้แล้วถามว่าจะไปไหน ยอนอูตอบหน้าตาเฉยว่าจะไปแจ้งทหารให้มาจับขโมย องค์ชายรีบปฏิเสธว่าตนไม่ใช่ขโมย แต่ดันโกหกว่ามาร่วมพิธีฯ ของพี่ชายที่สอบข้างบู๊ (สอบทหาร) ได้ที่หนึ่ง ยอนอูเลยรู้ว่าชายหนุ่มน้อยที่ยืนตรงหน้ากำลังโกหก เพราะคนที่สอบขุนนางข้างบู๊ได้ที่หนึ่งคือเพื่อให้นสนิทของพี่ชายคุณ และเขาก็เป็นลูกคนเดียว

พอถูกจับได้ องค์ชายเลยยอมบอกความจริงว่า ตนกำลังจะออกไปหาพี่ชายต่างมารดา ซึ่งเป็นคนที่มีจิตใจดี อบอุ่น เก่งเกินใครทั้งด้านบุ๋นและบู๊แต่ไม่สามารถสอบบัณฑิตและไม่มีสิทธิเป็นขุนนาง ถึงแม้พี่ชายจะรักและเคารพพ่อมาก แต่ก็ไม่อาจได้รับความรักจากผู้เป็นพ่อ และแม้จะได้รับความรักอย่างมากจากคนอีกจำนวนไม่น้อย แต่เขาก็ไม่สามารถปรากฏกายต่อหน้าคนเหล่านั้นได้

องค์ชายฮวอนสรุปว่า ที่พี่ชายต้องทนทุกข์และตกอยู่ในสภาพนี้ล้วนเป็นเพราะตนทั้งสิ้น  พระองค์สงสัยว่าพี่ชายคงกลัวพ่อโกรธ (และไม่อาจทนเห็นสายตาอันเย็นชาของพ่อ) จึงไม่ได้แวะมาหาพระองค์นานแล้ว ด้วยเหตุนี้ พระองค์เลยคิดที่จะออกไปหาพี่ชายด้วยตัวเอง

ยอนอูถามองค์ชายฮวอนว่า ทำไมต้องโทษตัวเองด้วย มนุษย์เราเลือกเกิดเองไม่ได้ การที่พระองค์เป็นลูกที่ชอบด้วยกฏหมาย ส่วนพี่ชายเป็นลูกนอกสมรส ไม่ใช่ความผิดของพระองค์สักหน่อย แล้วจะมานั่งโทษตัวเองทำไมกัน ยอนอูยังหยิบยกปรัชญาขงจื๊อมากล่าวอ้าง และสรุปว่า หากพี่ชายของพระองค์เป็นคนจิตใจดีอย่างที่พูดจริงๆ เขาย่อมไม่ถือโทษว่าเป็นความผิดขององค์ชายเช่นกัน ดังนั้น จงอย่าโทษตัวเอง และไม่ควรกล่าวโทษคนอื่นด้วย (ก่อนหน้านี้องค์ชายโทษยอนอูว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้พระองค์ต้องวิ่งหนีทหารหัวซุกหัวซุน)

ยอนอูแสดงความมองว่า ความจริงแล้วปัญหาลักษณะนี้พระราชาแห่งโชซอนทรงแก้ไขให้ได้ หากธรรมเนียมปฏิบัติทำลายอนาคตของคนมีความรู้ทักษะ และทำให้เกิดรอยร้าวระหว่างพี่น้องและคนในครอบครัวก็ควรแก้ไขปรับปรุงกฎกฎระเบียบใหม่ คุณหลุดปากบ่นว่ากฏหมายบางเรื่องของโชซอนสมควรได้รับการแก้ไข ทั้งยังสงสัยว่าทำไมถึงต้องมีการแบ่งแยกชนชั้นและเลือกปฏิบัติ แล้วทำไมผู้หญิงที่อ่านหนังสือมากๆ ถึงมีความผิด

ยอนอูรู้สึกตัวว่าพลั้งปากพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดจึงรู้สึกตระหนกตกใจ องค์ชายได้ทีจึงแกล้งถามว่า ที่ยอนอูพูดมานั้น หมายความว่าหลักการปกครองของพระราชาไม่ถูกต้องใช่ไหม ยอนอูรีบปฏิเสธว่าไม่ใช่ พอเห็นยอนอูมีสีหน้าวิตกเป็นห่วง องค์ชายจึงเอาคืนด้วยการยืนขึ้นและพูดว่า "ข้าต่างหากที่ควรเป็นข้างไปแจ้งเจ้าหน้าที่"

ยอนอูขอร้องไม่ให้องค์ชายแจ้งจับคุณ และให้แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งคุณพูด องค์ชายจึงถามยอนอูว่า คุณเชื่อแล้วใช่ไหมว่าพระองค์ไม่ได้เป็นขโมย ยอนอูปฏิเสธหน้าตาเฉย ทั้งยังถามว่า องค์ชายเอาข้าวของแพงๆ ที่อยู่ในเป้สะพายหลังมาจากไหน (ก่อนหน้านี้องค์ชายฮวานทำของในถุงเป้หล่น ยอนอูจึงมั่นใจว่าพระองค์แอบมาขโมยของในวัง) องค์ชายตอบว่าของในถุงเป้ทั้งหมดล้วนเป็นของพระองค์ แต่ยอนอูไม่เชื่อ  เพราะของที่อยู่ในถุงเป้ล้วนล้ำค่าหายากทั้งสิ้น

องค์ชายฮวอนเริ่มหงุดหงิดที่ยอนอูไม่เลิกกล่าวหาว่าพระองค์เป็นขโมยเสียที เมื่อถูกถามว่าเอาของมีค่ามาไว้ในครอบครองได้ยังไง พระองค์จึงเผลอตะคอกใส่ยอนอูว่า "สำหรับแผ่นดินโชซอนแล้ว ข้าคือ…." พอเห็นยอนอูจ้องหน้าและตั้งอกตั้งใจฟังสุดกำลัง พระองค์ก็พูดไม่ออก จึงได้แต่บอกด้วยน้ำอ่อยๆ ว่า "ข้าคือ….ข้ารับใช้ในวังหลวง" (ในที่นี้เป็น "ขันที") 

ระหว่างที่นายหญิงชินกำลังขอร้องทหารยามให้ช่วยออกตามหาบุตรสาว คุณก็เห็นยอนอูเดินลงบันไดมากับชายหนุ่มน้อยคนหนึ่ง ในดอนนั้นยอนอูพยายามถามองค์ชายฮวอนว่า ข้ารับใช้ในวังได้เงินเดือนเท่าไหร่ (ทำไมถึงได้ซื้อของใช้แพงๆ ได้)  ขณะที่องค์ชายได้แต่ทำหน้าเซ็งๆ เพราะไม่รู้ว่าจะตอบสาวน้อยขี้สงสัยคนนี้อย่างไรดี

นายหญิงชินรีบเดินเข้าไปหาและกอดยอนอูด้วยความเป็นห่วง องค์ชายฮวอนกลัวว่าสถานะที่แท้จริงจะถูกเปิดเผย จึงรีบวิ่งไปหาทหารองครักษ์ที่เดินตามนายหญิงชินมา พร้อมกับสั่งให้นายทหารคนดังกล่าวมาแล้วข้างต้นยืนนิ่งๆ ห้ามแสดงความเคารพ และห้ามพูดแม้แต่คำเดียว ไม่อย่างนั้นจะถูกลงโทษสถานหนัก หลังกอดแม่แล้วยอนอูก็หันไปเรียกองค์ชาย องค์ชายชิงบอกว่าตนยอมรับความผิดกับเจ้าหน้าที่แล้ว จากนั้นก็รีบพาทหารเดินจากไปโดยอ้างว่าจะพาไปดูของกลางที่ตำหนักเงาจันทร์

ขณะที่ยอนอูและนายหญิงชินกำลังจะเดินทางกลับบ้าน นางในคนหนึ่งก็รีบวิ่งมาหาและนำของมาส่งถึงเกี้ยว โดยบอกว่า "นายน้อยแห่งตำหนักเงาจันทร์" ฝากมาให้… องค์ชายฮวอนต้องการบอกยอนอูว่าแท้จริงแล้วตนเองเป็นใครเลยส่งข้อความปริศนามาให้ ทั้งยังฝากนางในมาบอก (ขู่) ยอนอูว่า นับจากนี้ระวังตัวให้ดีหากต้องเดินทางในยามวิกาล ยอนอูนึกว่าองค์ชายเป็นห่วงเลยพูดกับนางในว่า "จริงๆ แล้ว เขาก็ไม่ใช่คนเลวซะทีเดียว" 

เมื่อพระเจ้าซองโจทราบว่าองค์ชายรัชผู้สืบสกุลโดดเรียนและพยายามหนีออกนอกวัง  พระองค์จึงเรียกองค์ชายมาเข้าเฝ้า จากนั้นก็ถามว่านอกวังหลวงมีอะไรดี พระองค์จึงคิดที่จะหนีออกไปเที่ยวครั้งแล้วครั้งเล่า มีอะไรที่พระองค์อยากได้แต่หาไม่ได้ในวัง จึงต้องดั้นด้นออกไปแสวงหาข้างนอก องค์ชายฮวอนตอบว่า พระองค์ก็แค่อยากออกไปหา "เสด็จพี่ยางมยอง" เพื่อให้ปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความเห็นทางด้านวิชาการ

พระราชาบอกว่า คนที่พระองค์ควรขอคำปรึกษาคือบรรดาอาจารย์ที่นั่งอยู่ในที่นี้ องค์ชายตอบว่า พระองค์ต้องการเรียนรู้ด้วยการหารือ ซักถาม และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มากกว่าการนั่งอ่านตำราและฟังแต่สิ่งอาจารย์สอน (ยัดเยียดหลักการปกครอง) โดยไม่มีสิทธิซักถาม โต้แย้ง หรือแสดงความเห็น ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงอยากเรียนรู้และหารือด้านวิชาการกับองค์ชายยางมยอง (ซึ่งเก่งทั้งด้านบุ๋นและบู๊) พระราชาได้ยินแล้วกริ้วมากจึงไล่พระอาจารย์ออกแบบยกชุด และสั่งให้องค์ชายเรียนหนังสือถึงกลางดึกทุกวัน ทั้งยังห้ามไม่ให้พระองค์ตามเสด็จไปประทับยังตำหนักที่ตั้งอยู่นอกเมืองหลวง และไม่ให้ไปร่วมพีธีไหว้บรรพชนที่สุสานหลวงอีกด้วย   (สรุปง่ายๆ ก็คือห้ามออกจากวังหลวงนั่นเอง) 

คืนเดียวกันนั้น ใต้เท้ายูนถูกเชิญมาเข้าเฝ้าพระพันปี คราวนี้พระองค์นำต้นบอนไซมาใช้เป็นตัวอย่างในเปรียบเทียบ โดยกล่าวว่า  เห็นต้นเล็กๆ อย่างงี้แต่ดูแลยากกว่าที่คิด เพราะถ้าหากไม่คอยดูแลตัดแต่งกิ่งก้านในขณะที่เหมาะสม การจัดแต่งรูปทรงให้สวยงามตามที่ต้องการก็จะเป็นเรื่องยาก

พระพันปีได้ยินว่าเกิดเหตุขึ้นที่ซิกังวอน  (หน่วยงานหนึ่งในวังหลวงที่มีหน้าที่สอนหนังสือและหลักการปกครองให้แก่องค์ชายรัชผู้สืบสกุล) ถึงขั้นต้องปรับเปลี่ยนพระอาจารย์ใหม่เกือบหมด พระองค์อยากให้องค์ชายได้อาจารย์ดีๆ มาช่วยสอน เพราะหน้าที่ของพระอาจารย์ก็คือการขัดเกลาจิตใจและปลูกฝังหลักการปกครอง (ที่เอื้อประโยชน์และสอดคล้องกับความปรารถนาของพระพันปี) ให้กับว่าที่พระราชาองค์ต่อไป ดังนั้น ภารกิจของใต้เท้ายูนในฐานะ "เสนาบดีกรมวัง" ซึ่งรับผิดชอบในการสรรหาและแต่งตั้งเจ้าพนักงานโดยตรง จึงมีความสำคัญและมีผลทั้งต่ออนาคตขององค์ชายรัชผู้สืบสกุลและขั้วอำนาจข้างพระพันปี

อีกด้านหนึ่ง พระมเหสีพยายามขอร้องพระเจ้าซองโจให้ทรงเข้าพระทัยความรู้สึกขององค์ชายรัชผู้สืบสกุล  และขออนุญาตให้องค์ชายยางมยองเข้าออกวังหลวงได้โดยอิสระ  เพราะนับตั้งแต่พระองค์ขับองค์ชายยางมยองให้ออกไปประทับที่ตำหนักนอกวังตามลำพังทั้งๆ ที่ยังไม่ได้แต่งงาน และห้ามเข้าวังโดยไม่ได้รับอนุพี่น้อง องค์ชายรัชผู้สืบสกุลก็รู้สึกเหงามากยิ่งขึ้น พระเจ้าซองโจแย้งว่า กษัตริย์องค์ก่อนๆ รวมทั้งพระองค์ล้วนเคยใช้ชีวิตแบบเดียวกับองค์รัชผู้สืบสกุลก่อนที่จะขึ้นครองบัลลังก์  หากองค์ชายรัชผู้สืบสกุลทำตัวเหมือนเด็กเอาแต่ใจอย่างงี้ อีกหน่อยจะปกครองประเทศชาติและปกป้องประชาชนได้อย่างไร 

หลังคำขอร้องไม่เป็นผล พระมเหสีก็เสด็จ (ถูกเชิญ) ออกจากตำหนักใหญ่ด้วยสีหน้าผิดหวัง ระหว่างทางพระองค์ได้พบกับสนมพัค (พระมารดาขององค์ชายยางมยอง) จึงบอกสนมพัคว่า วันนี้พระเจ้าซองโจสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้าเฝ้า สนมพัครีบกล่าวขอโทษพระมเหสี  แต่พระมเหสีบอกว่าไม่ใช่ความผิดของสนมพัค ทั้งยังบอกด้วยว่าหากองค์ชายยางมยองกลับจากการไปเที่ยวนอกเมืองหลวงแล้ว ให้แวะไปเยี่ยมพระองค์ที่ตำหนัก และแวะไปหาองค์ชายรัชผู้สืบสกุลด้วย

ระหว่างที่องค์ชายยางมยองนำไก้ฟ้าไปขายที่ตลาดเพื่อให้นำเงินมาซื้อของฝากให้เพื่อให้นรัก พระองค์ก็หันไปเห็นประชาชนพากันยืนต่อแถวยาวเหยียด จึงสอบถามพ่อค้าจนได้ความว่าราษฎรกำลังรอซื้อหินวิเศษที่รักษาได้ทุกโรคและรอพบหมอเทวดา ซึ่งเป็นเด็กหญิงตาบอดวัย 8 ปี ที่มีญาณวิเศษสามารถล่วงรู้ว่าใครเจ็บป่วยตรงไหนหรือเป็นโรคอะไรโดยไม่ต้องจับชีพจร ในตอนนั้นองค์ชายกำลังหนักใจว่าจะซื้ออะไรไปฝากเพื่อให้นๆ ดี พอใช้ยินเรื่องหินวิเศษรักษาทุกโรค เลยคิดที่จะซื้อไปเป็นของฝากสักอัน

ในตอนนั้น คนของหมอเทวดากำลังเรียกลูกค้าโดยโฆษณาว่า… เก่งกว่าหัวหน้าธิดาเทพ "จาง นกยอง" คือ หมอเทวดา และที่เจ๋งกว่าหมอ "ฮัวโต๋" กับ "เปียนเซี้ย" (สุดยอดหมอจีนโบราณที่มีตัวตนอยู่จริงในยุคสามก๊กและยุคจ้านกั๊ว)   ก็คือ หินวิเศษที่รักษาได้ทุกโรค ซึ่งมีจำนวนจำกัดเพียง 50 ก้อนเท่านั้น

องค์ชายยางมยองเห็นหน้าม้ากำลังแจกบัตรคิวพลางร้องว่าของใกล้หมด เลยวิ่งเข้าไปแทรกเพื่อให้ขอรับบัตรคิว ในเวลาเดียวกันนั้น "นกยอง" (เพื่อให้นสนิทอารี) ซึ่งได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าธิดาเทพ ก็มาสังเกตการณ์พวก 18 มงกุฏที่ซื้อเด็กมาอุปโลกเป็นหมอเทวดาและหลอกขายก้อนหินให้ราษฎร องค์ชายยางมยองเห็นหัวหน้าธิดาเทพกำลังเดินตรงดิ่งเข้าไปหาหมอเทวดา เลยยื่นแขนออกมาขวางแล้วบอกให้กลับไปรับบัตรคิวก่อน เพราะหมายเลขที่คนของหมอเทวดาเรียกเมื่อสักครู่นี้เป็นหมายเลขของตน นกยองหันไปมองหน้าองค์ชายแล้วพูดกับตัวเองว่า "มีพระอาทิตย์สองดวงบนท้องฟ้าโชซอนหรือนี่" 

ระหว่างรอพบเด็กหญิงที่ถูกอุปโลกให้เป็นหมอเทวดา องค์ชายยางมยองสังเกตเห็นริมฝีปากของเด็กแห้งผากเหมือนกับถูกทรมานด้วยการอดข้าวอดน้ำ ทำให้รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล เมื่อชายคนที่นั่งด้านข้าง ถามว่า ป่วยเป็นอะไร พระองค์จึงตอบว่า ขาเจ็บตอนออกไปล่าหมูป่า เมื่อถึงคิวที่ต้องออกไปพบหมอเทวดา องค์ชายก็แกล้งทำเป็นเดินกระเผลก

เด็กหญิงคนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นพูดขณะหลับตา (แกล้งตาบอด) ว่า "วิญญาณอาฆาตของสัตว์ป่าบนภูเขาสิงอยู่รอบๆขาที่กำลังเจ็บปวดของเจ้า" องค์ชายยางมยองรู้ทันทีว่ากำลังอยู่ท่ามกลางพวก 18 มงกุฏ จึงลุกขึ้นเปิดโปง โดยบอกว่าเด็กคนนี้มีปัญหาด้านสุขภาพเพราะขาดสารอาหารและน้ำ  แถมยังเหนื่อยอ่อนเพราะทำงานหนัก พักน้อย และอยู่ในสภาพหิวโหย นอกจากนี้ยังมีรอยฟกช้ำเต็มตัวและแกล้งตาบอดอีกด้วย พอราษฎรรู้สึกตัวว่าโดนหลอกก็ลุกฮือเผ่านาทวงเงินคืน องค์ชายจึงอาศัยช่วงชุลมุนอุ้มเด็กหนีไป โดยขอให้นกยองช่วยแจ้งกองปราบ

หลังพาเด็กวิ่งหนีได้ไม่นาน องค์ชายก็ถูกล้อมกรอบ หนึ่งในนั้นคว้าตัวเด็กหญิงแล้วอุ้มหนีไป แต่และก็ถูกนกยองขวางไว้ องค์ชายยางมยองพยายามหว่านล้อมพวก 18 มงกุฏให้ปล่อยตัวเด็ก แต่หัวหน้าแก๊งค์กำลังโกรธที่เสียรายได้และหมดจังหวะทำมาหากิน เลยชกองค์ชายจนล้มคว่ำ 2 ครั้งรวด องค์ชายยางมยองพยายามเตือนชายคนดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าอย่าทำให้ตนโกรธถ้าไม่อยากเจ็บตัว เพราะครูฝึกของตนเป็นถึงบัณฑิตที่สอบข้างบู๊ได้ที่หนึ่ง แต่ชายคนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นกลับพูดว่า ถ้าครูฝึกของพระองค์สอบทหารได้ที่หนึ่ง งั้นพ่อของเขาก็คงเป็น "พระราชา" พูดจบก็ชกองค์ชายจนร่วงลงไปกองกับพื้นเป็นครั้งที่สาม

หลังได้ยินคำว่า "พระราชา" องค์ชายก็ลุกขึ้นด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปพลางพูดว่า "ข้าพอรู้จักพระราชาอยู่บ้าง และพระองค์ก็บอกว่า…ไม่เคยมีลูกอย่างเจ้า!" เมื่อพูดจบองค์ชายก็กระโดดเตะหัวหน้าแก๊งค์ 18 มงกุฏ พร้อมกับจัดการเหล่าบรรดาลูกสมุนจนล้มคว่ำไปตามๆ กัน

คืนนั้นองค์ชายยางมยองเปลี่ยนเสื้อผ้ามาเป็นชุดของชนชั้นสูง พระองค์ขึ้นไปยืนบนเขาแล้วมองไปทางวังหลวง จากนั้นก็กราบทูลพระราชาในใจว่า พระองค์เดินทางกลับมาเมืองหลวงอย่างปลอดภัยแล้ว องค์ชายยางมยองยังนึกถึงองค์ชายรัชผู้สืบสกุลและนึกถามในใจว่าสบายดีไหม

ในตอนนั้น องค์ชายรัชผู้สืบสกุลออกมายืนสูดอากาศทางด้านนอกของตำหนัก โดยมีข้าหลวง นางใน และเหล่าทหารองค์รักษ์คอยจับตาดูอย่างใกล้ชิดและคอยตามติดทุกฝีก้าว เพราะกลัวว่าองค์ชายจะแอบหนีอีก ระหว่างที่พระองค์ยืนชมท้องฟ้าในยามค่ำคืน อยู่ๆ กลีบดอกไม้ก็ร่วงหล่นลงมา ทำให้พระองค์นึกถึงตอนที่เจอยอนอูนัดแรก พลางนึกสงสัยว่ายอนอูจะรู้หรือเปล่าว่าพระองค์คือองค์ชายรัชผู้สืบสกุล พระองค์พูดกับตัวเองว่า "ถ้าเจ้ารู้ความจริงคงโวยวายยกใหญ่  แต่ถึงยังไงก็คงไม่ได้พบกันอีกแล้ว" พูดจบพระองค์ก็เงยหน้ามองท้องฟ้า และพบว่ามีร่มคันหนึ่งลอยมา

ในเวลาเดียวกันนั้น ยอนอูก็กำลังไขปริศนาจากสองข้อความที่องค์ชายรัชผู้สืบสกุลส่งมาให้ ข้อความแรกกล่าวว่า "หากวาดจะเป็นรูปทรงกลม แต่ถ้าเขียนจะเป็นรูปสี่เหลี่ยม" ส่วนข้อความที่สองบอกว่า  "กระต่ายอยู่ ไก่ตาย" ระหว่างที่ยังนึกไม่ออก ทาสสาวนามว่าซอลก็ยกน้ำชามาให้ยอนอูในห้อง ยอนอูจึงถามว่าถ้ากระต่ายอยู่ แล้วไก่ตายจะเกิดอะไรขึ้น  ทาสสาวตอบหน้าตาเฉยว่า "ถ้าไก่ตายแล้วใครจะปลุกเราในตอนเช้า"

องค์ชายยางมยองเดินมาที่บ้านยอนอูแล้วกระโดดขึ้นไปนั่งยิ้มบนกำแพง สายตาของพระองค์จับจ้องไปที่ห้องๆ หนึ่ง ซึ่งอยู่ๆ เจ้าของห้องก็เดินออกมา ยอนอูพยายามไขปริศนาจึงถือข้อความเดินออกมาคิดด้านนอก จากนั้นก็ยกขึ้นส่องกับแสงจันทร์เผื่อว่าจะมีตัวอักษรซ่อนอยู่ องค์ชายยางมยองเห็นยอนอูทำท่าทางแปลกๆ จึงรู้สึกสงสัยว่าคุณกำลังอะไร ขณะที่ยอนอูไม่รู้ว่าชายชายหนุ่มรูปงามกำลังเฝ้ามองคุณอยู่ห่างๆ

ยอนอูนึกถึงคำพูดของทาสสาว และคิดได้ว่า "ตอนเช้า" หมายคือเวลากระต่าย (เวลากระตายคือ ช่วงตี 5 – 7 โมงเช้า ส่วนเวลาไก่ คือ ช่วง 5 โมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม) จากนั้นคุณก็ค่อยๆ ลำดับความคิดจนได้คำตอบเป็น "พระอาทิตย์" ซึ่งคือ "พระราชา" ยอนอูถึงกับเข่าอ่อน เมื่อรู้ว่าแท้จริงแล้วหัวขโมยคนนั้น ก็คือ …องค์ชายรัชผู้สืบสกุลแห่งโชซอน!!

องค์ชายฮวานยืนมองร่มที่ลอยคว้างกลางอากาศ พลางคิดว่า "หรือเราจะได้พบกันอีก" ส่วนยอนอูนึกถึงองค์ชายรัชผู้สืบสกุลแล้วรู้สึกโล่งใจที่ไม่ต้องพบกันอีกแล้ว ขณะที่องค์ชายยางมยองซึ่งนั่งมองยอนอูอยู่บนกำแพงนึกในใจอย่างเป็นสุขว่า "ดีใจจริงๆ ที่ได้เจอเจ้าอีกรอบ…โฮ ยอนอู"

แทกิล ยอดพยัคฆ์นักล่า ตอนที่ 3.4

วังซอนโวยวายขอออกไปสนุกสนานข้างนอกต่อ และขอให้เลื่อนกำหนดออกเดินทางเป็นรุ่งเช้า แทกิลไม่สนใจ สั่งให้เขารีบไปเก็บข้าวของ เมื่อถูกเซ้าซี้มากๆ เข้าแทกิลก็สั่งให้วังซอนไปทำกับข้าวมื้อเย็น วังซอนหันไปหาเชเพื่อให้ขอความเห็นอกเห็นใจ แต่เชกลับบอกให้เขาทำกับข้าวเยอะๆ และให้ทำนูรงจี (ข้าวตัง) ด้วย

คืนนั้นซอลฮวาแอบหนีออกจากคณะละครเร่ แล้วตรงเข้าไปแอบอยู่ด้านในห้องของ 3 ชายหนุ่มซึ่งกำลังจะออกเดินทางไปตามล่าแทฮาพอดี คุณขู่ว่าถ้าใครบอกที่ซ่อนของคุณเป็นต้องเจอดีแน่ แต่ถ้าช่วยให้คุณรอดคุณจะเปลื้องผ้าให้ดูเป็นรางวัล ในที่สุด ทั้งสามคนก็ช่วยให้ซอลฮวาหนีรอด

หลังถามไถ่ที่มาที่ไปแล้ว แทกิลก็ไล่ซอลฮวาให้ออกจากห้องไป คุณจึงต้องใช้ทั้งเล่ห์เหลี่ยม มารยา และน้ำตาหลอกล่อเพื่อให้ขออยู่ต่อให้ได้ ทั้งวังซอนและเชต่างเห็นอกเห็นใจซอลฮวาจึงเสนอให้คุณอยู่ต่อ แต่แทกิลรู้ทันเลยไม่ยอมหลงกลง่ายๆ และคิดที่จะลากตัวคุณออกไป แต่พอคุณอ้างเหตุผลด้านข้าง คูๆ ว่าต้องการออกตามหาแม่ที่มีปานขนาดใหญ่รอบๆหน้าอก แทกิลกลับยอมให้คุณอยู่ต่อซะงั้น

คืนเดียวกันนั้น บรรดาทาสต่างรวมตัวกันเพื่อให้ร่วมประชุมลับ พวกเขาคิดแผนที่จะก่อกบฎเพื่อให้ทวงสิทธิความเป็นคนกลับคืนมา โดยจะฆ่ายองบันหรือชนชั้นสูงทุกคนที่พบเห็นไม่เว้นแม้กระทั่งพระราชา ด้วยเชื่อว่าถ้าหากไม่มีชนชั้นสูง พวกเขาก็จะได้เป็นนายตัวเองเสียที

อ๊บบ๊ก ซึ่งถูกทาบทามให้มาร่วมกลุ่มเพราะเคยเป็นนักล่าเสือที่ต้าชิงมานานหลายปี ตกลงร่วมขบวนการกวาดล้างชนชั้นสูง เพราะต้องการช่วยเหลือทาสสาวที่กำลังจะโดนฆ่าหลังถูกจับได้ว่าแอบฟังแผนการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เขาจึงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ทดสอบอานุภาพของปืน (คาบศิลา) และเหยื่อรายแรกที่เขานึกถึงก็คือ อีแทกิล นั่นเอง

ด้านออนยอนที่แปลงเป็นคุณหนูเฮวอน ได้แต่งตัวเป็นผู้ชายหลังหนีออกจากห้องหอ จากนั้นก็ออกเดินทางตามลำพัง โดยพักค้างแรมท่ามกลางผู้ชายนับสิบๆ คน โชคร้ายที่มีชาย 2 คนจับได้ว่าคุณเป็นผู้หญิง จึงรอจนกระทั่งสบโอกาส ระหว่างออกเดินทางในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น คุณรู้สึกตัวว่ามีคนเดินตามมาจึงพยายามเร่งฝีเท้าเพื่อให้หลบหนีแต่ก็หนีไม่พ้น ขณะที่กำลังจะถูกชายสองคนข่มขืน แทฮาซึ่งอ่อนแรงและใกล้หมดสติเต็มทนก็มาช่วยคุณเอาไว้ได้ทันเวลา ก่อนจะล้มลงตรงหน้าออนยอน (เฮวอน) นั่นเอง

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น กลุ่มของแทกิลซึ่งกำลังเตรียมตัวเดินทางไปไล่ล่าแทฮา ก็ต้องมาเจอเรื่องยุ่งๆ เมื่อซอลฮวายืนกรานว่าจะขอติดตามไปด้วย ขณะที่แทกิลไล่ให้คุณไปอยู่ที่อื่น ระหว่างที่แทกิลกับซอลฮวากำลังต่อปากต่อคำกันอยู่นั้น อ๊บบ๊กซึ่งแอบซุ่มอยู่บนหลังคาก็เล็งปืนไปที่แทกิลด้วยความโกรธแค้น หลังจากนั้นแทกิลก็หงายหลังตกจากหลังม้า…

รักสามเส้า เรา 2 คน (Hyde, Jekyll and I)

ละคร "รักสามเส้า เรา 2 คน (Hyde, Jekyll and I)" ดัดแปลงมาจากเว็บตูนเรื่อง "Dr. Jekyll Is Mr. Hyde (지킬박사는 하이드씨)" ของ "ลี ชุงโฮ" (คาแรคเตอร์หลักของเว็บตูนดัดแปลงมาจากคาแรคเตอร์ในวรรณกรรม เรื่อง "Strange Case of Dr Jekyll and Mr Hyde" ของนักประพันธ์ชาวสก็อต "โรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน" ซึ่งตีพิมพ์นัดแรกเมื่อปี ค.ศ. 1886 หรือปี พ.ศ. 2429)  

เนื้อหากล่าวถึงเรื่องราวของ "คู ซอจิน" ผู้ให้การชายหนุ่มและผู้สืบสกุลของสวนสนุกวันเดอร์แลนด์ กับ "จาง ฮานา" หัวหน้าคณะการแสดง (เซอร์คัส) ประจำสวนสนุกวันเดอร์แลนด์ เรื่องราววุ่นๆ เริ่มขึ้นเมื่อฮานาเกิดตกหลุมรักชายชายหนุ่มซึ่งเป็นโรคหลายบุคลิก หรือ Dissociative Identity Disorder (DID) ด้านหนึ่งของเขาคือ "คู ซอจิน" ผู้สุดแสนเย่อหยิ่ง เย็นชา เอาแต่ใจ ไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ ไม่เคยรักใคร และกลัวการมีความรัก ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ "โรบิน" ผู้สุดแสนอบอุ่น อ่อนโยน จิตใจดี มีความเมตตา ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และทำทุกอย่างเพื่อให้ความรัก ซ้ำยังเป็นฮีโร่ที่เคยช่วยชีวิตฮานานับจากครั้งยังเป็นเด็กอีกด้วย

เรื่องย่อ

"คู ซอจิน"  ผู้สืบสกุลรุ่นที่สามของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ยักษ์ "วันเดอร์ กรุ๊ป" และผู้บริหารสวนสนุกใหญ่สุดในเกาหลีที่มีชื่อว่า "วันเดอร์แลนด์" เขาเกิดมาเพียบพร้อมทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็น รูปร่างหน้าตา ฐานะ สติปัญญา และกำลังถูกจับตามองในฐานะว่าที่ซีอีโอคนใหม่ของ "วันเดอร์ กรุ๊ป" ซึ่งครอบครัวของเขาเป็นผู้ก่อตั้ง แม้จะเป็นผู้สืบสกุลสายตรงเพียงคนเดียว แต่หนทางในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งซีอีโอของเขาใช่ว่าจะราบรื่น เพราะมี  "รยู ซึงยอน" ซึ่งเป็นเครือญาติและผู้บริหารโรงแรมในเครือเป็นคู่แข่งตัวฉกาจ

นอกจากนี้ ซอจินยังต้องทนทุกข์ทรมานกับการเป็นโรคหลายบุคลิก ซึ่งนับเป็นปัญหาใหญ่ที่จะทำให้เก้าอี้ซีอีโอของเขาคลอนแคลนหากมีคนล่วงรู้ความจริง เขาจึงคอยระวังไม่ให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงเกิน 150 ครั้ง/นาที เพื่อให้ป้องกันไม่ให้อีกบุคลิกหนึ่งซึ่งต่างจากบุคลิกเดิมของเขาแบบสุดขั้วปรากฏออกมา มิเช่นนั้นซอจินผู้สุดแสนเย็นชา เอาแต่ใจ ไร้ซึ่งความเมตตา จะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ที่มีชื่อว่า "โรบิน" ซึ่งเป็นชายชายหนุ่มจิตใจดี สุภาพอ่อนโยน มีทักษะขั้นเทพในด้านการต่อสู้ และมีนิสัยชอบช่วยเหลือผู้อื่น

โรคหลายบุคลิกของซอจินเริ่มขึ้นเมื่อ 15 ปีก่อน  "คัง ฮีแอ" หรือ "หมอคัง" (หมอประจำตัวซอจิน) เชื่อว่าโรบินคือบุคลิกภาพที่ปรากฏขึ้นเพื่อให้แสดงถึงความรู้สึกผิดต่อเหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นในอดีต ด้วยเหตุนี้ ซอจินจึงพยายามควบคุมตนเอง โดยหลีกเลี่ยงทุกสิ่งที่จะทำให้เขามีปฏิกิริยาสนองตอบอย่างร้ายแรงทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจเพื่อให้ไม่ให้ปฏิกิริยาดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วไปกระตุ้นความเป็นโรบิน รวมทั้งการตัดขาดตัวเองจากสังคม

"จาง ฮานา" เป็นหญิงสาวที่พึ่งจะเดินทางกลับเกาหลีใต้ หลังไปร่วมงานกับบริษัทด้านการแสดงระดับแถวหน้าของโลก "Cirque du Soleil" ที่สหรัฐอเมริกาตรงเวลาหลายปี คุณตั้งมั่นว่ากลับมาคราวนี้จะทำให้คณะการแสดง (เซอร์คัส) ในสวนสนุกวันเดอร์แลนด์ที่ปู่และพ่อของคุณเป็นผู้บุกเบิก (เป็นเซอร์คัสคณะสุดท้ายของเกาหลี)  กลับมาเป็นจุดดึงดูดหรือจุดขายของสวนสนุกเหมือนเมื่อครั้งในอดีต แต่แล้วคุณกลับพบว่าซอจินต้องการโละคณะการแสดงของคุณทิ้งเหตุเพราะมียอดขายบัตรเข้าชมต่ำและค่าใช้จ่ายสูง คุณจึงพยายามทำทุกวิถีทางที่จะรักษาคณะการแสดงเอาไว้ และนั่นก็ทำให้ทั้งคู่ไม่ค่อยลงรอยกัน

เมื่อหมอคังบอกซอจินว่าคุณพบวิธีรักษาโรคหลายบุคลิกของเขาแล้ว ซอจินก็รีบตรงดิ่งไปที่โรงพยาบาล (ในเครือวันเดอร์ กรุ๊ป) ฮานาต้องการพบซอจินเพื่อให้ขอร้องให้เขาต่อสัญญาคณะการแสดงของคุณตามที่เขาเคยรับปากก่อนหน้านี้ แต่ซอจินไม่ให้โอกาสให้เข้าพบคุณเลยตามซอจินไปที่โรงพยาบาล และบังเอิญพบหมอคังนอนหมดสติอยู่บนพื้นห้อง (ที่ศีรษะหมอคังมีเลือดออก) ปรากฏว่าหมอคังถูกชายชุดดำรังแกและชายคนดังที่กล่าวถึงแล้วก็พยายามฆ่าปิดปากฮานา แต่สุดท้ายคุณก็รอดมาได้เพราะโรบิน คุณจึงแปลงเป็นพยานเพียงคนเดียวในคดีนี้ ฮานาได้รับความกระทบกระเทือนทางด้านจิตใจอย่างร้ายแรงเลยจำใบหน้าคนร้ายไม่ได้ คุณจึงถูกส่งไปพบ "ยุน แทจู" จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสะกดจิตซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหมอคัง (ทั้งยังเป็นอาจารย์แพทย์ และสามารถอ่านใจคนแม้เพียงแรกเห็น) ทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับคนร้ายกลับคืนมา  และนั่นก็ทำให้ชีวิตของฮานาตกอยู่ในอันตราย

โรบินต้องการปกป้องฮานาจึงปรากฏตัวบ่อยครั้งขึ้น ทำให้ซอจินรู้สึกหวาดวิตกเพราะคนเดียวที่จะช่วยเขาได้ก็คือหมอคังซึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เขาต้องการกำจัดโรบิน (รักษาให้หายขาด) เพื่อให้จะได้สืบทอดตำแหน่งซีอีโอต่อจากพ่อและจะได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขเหมือนคนทั่วไป ยิ่งฮานารักโรบินมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ซอจินรู้สึกเป็นเป็นห่วง

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อฮานาตกหลุมรักผู้ชายสองคนที่มีบุคลิกและนิสัยต่างกันสุดขั้ว และความรักของคุณจะลงเอยอย่างไร ติดตามชมได้ใน "รักสามเส้า เรา 2 คน (Hyde, Jekyll and I)" ทางพีพีทีวี

ฉู่เฉียว จอมใจจารชน (Princess Agents)

ละคร "ฉู่เฉียว จอมใจจารชน" (Princess Agents) ดัดแปลงมาจากนวนิยายเรื่อง "11处特工皇妃 " (11th Bureau Princess Agents) ของ "เซียวเซียงตงเอ๋อร์" เนื้อหาในนิยายกล่าวถึงเรื่องราวของสุดยอดสายลับหญิงและที่ปรึกษาประจำหน่วยข่าวกรองของทหาร (หน่วยที่ 11) ในสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งภายหลังโดนใส่ร้ายป้ายสีจนถูกขังคุก หลังหลบหนีออกมาได้คุณก็ยอมสละชีวิตเพื่อให้ปกป้ององค์กรและเพื่อให้นร่วมงานจากระเบิด ครั้นพอตื่นขึ้นมาอีกรอบคุณก็พบว่าตนเองเดินทางย้อนเวลามายังสมัยราชวงศ์เซี่ย โดยอยู่ในร่างของทาสหญิงวัย 8 ปี

สำหรับเนื้อหาในละครนั้นได้ตัดเนื้อหาเกี่ยวกับการเดินทางผ่านเวลาออก โดยนำเสนอเรื่องราวในยุคราชวงศ์เหนือ-ใต้ซึ่งเป็นยุคแห่งสงครามกลางเมือง และยุคแห่งความสับสนวุ่นวายทางการเมืองยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน ละครเปิดฉากขึ้นที่อาณาจักร "ซีเว่ย" (หรือ "ราชวงศ์เว่ยตะวันตก" – เป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์เหนือ) ซึ่งในขณะนั้นบ้านเมืองมีแต่ความทุกข์ยากแสนเข็ญ ราษฎรจำนวนมากถูกจับไปเป็นทาสขณะเกิดสงคราม หนึ่งในนั้นคือทาสสาวนามว่า "ฉู่เฉียว" คุณถูกนำไปปล่อยในลานล่าสัตว์พร้อมทาสคนอื่นๆ หมายให้เป็นเป้าธนูในเกมล่าเหยื่อของเหล่าผู้สูงศักดิ์และชนชั้นสูงผู้มั่งคั่ง  ถือว่ายังโชคดีที่ "เยี่ยนสวิน" องค์ชายแห่งเยี่ยนเป่ย (ซึ่งมาอยู่ซีเว่ยในฐานะตัวประกัน) แอบช่วยชีวิตฉู่เฉี่ยวเอาไว้ได้ทันเวลา 

หลังรอดชีวิตฉู่เฉี่ยวได้ทำงานเป็นทาสรับใช้ของสกุลที่เรืองอำนาจและทรงอิทธิพลอย่าง "อวี่เหวิน" เช่นเดียวกับเหล่าพี่น้องต่างสายเลือดของคุณ หลังพี่ชายและพี่สาวต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถเพราะคนที่อยู่ในชนชั้นสูงกว่าอย่างสกุลอวี่เหวิน คุณจึงหมายมั่นว่าสักวันจะพาน้องสาวหนีไป ในเวลาต่อมา คุณได้รับเลือกให้เป็นสาวใช้ข้างกายคุณชาย "อวี่เหวินเยว่" ซึ่งคุณเห็นกับตาว่าเขาเป็นคนลงมือฆ่าพี่ชายของคุณ เขาเล็งเห็นศักยภาพในตัวคุณเลยจับคุณมาฝึกวิชาอย่างเข้มงวด

ในเวลาเดียวกันนั้น ฉู่เฉี่ยวกับเยี่ยนสวินก็เริ่มสานสัมพันธ์อันแน่นเฟ้น ทั้งคู่คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจกันในยามยาก โชคร้ายที่ในเวลาต่อมาครอบครัวของเยี่ยนสวินถูกราชสำนักซีเว่ยใส่ร้ายป้ายสีเป็นเหตุให้ถูกกวาดล้างและโดนตราหน้าว่าเป็นกบฏ หลังเหตุการณ์ในครั้งนั้นเยี่ยนสวินก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาแปลงเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง ใจคอโหดเหี้ยม ต้องการแก้แค้นให้ทุกสิ่งและทุกชีวิตที่สูญเสียไป ในเวลาต่อมาเขาเริ่มระแวงฉู่เฉี่ยวจึงใช้ประโยชน์จากความภักดีและความรักของคุณหลายครั้งหลายครา เมื่อมองว่าเยี่ยนสวินไม่คำนึงถึงความเกี่ยวข้องอันใกล้ชิด พร้อมยอมทำทุกสิ่งเพื่อให้ให้ได้มาซึ่งอำนาจ และมีอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน ฉู่เฉี่ยวจึงตัดสัมพันธ์กับเยี่ยนสวินและหันมาจับมือกับอวี่เหวินเยว่หมายรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งและปลดปล่อยทาส ตลอดจนขัดขคิดแผนการของเยี่ยนสวิน  

เนื้อหา ตอนที่ 1
  

หญิงสาวคนหนึ่งตกลงไปในแม่น้ำและดำดิ่งลึกลงไป ด้วยความที่เสื้อของคุณมีรอยขาดจึงเผยให้เห็นลวดลายแปลกบนแผ่นหลังของคุณ ขณะจมลงสู่ก้นแม่น้ำศีรษะของคุณกระแทกกับโขดหินอย่างจังจนน้ำรอบๆดังที่กล่าวถึงมาแล้วเจือด้วยสีแดงของเลือด ก่อนที่ร่างของคุณจะค่อยๆ ลอยขึ้นพร้อมลวดลายบนแผ่นหลังที่เลือนหายไป หลังจากนั้นก็มีเสียงหญิงสาวเล่าว่า ในขณะที่คนส่วนใหญ่บนโลกนี้รู้ดีว่าตนเองเป็นใคร อนาคตจะลงเอยอย่างไร และใครที่พวกเขาจะร่วมหัวจมท้ายด้วย แต่ตัวคุณนั้นกลับไม่รู้อะไรเลย คุณไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดในโลกที่โหดร้ายได้อย่างไร ทั้งยังไม่รู้ว่าตนเองมาจากไหน เพราะคุณจำอดีตไม่ได้และมองไม่เห็นอนาคต ถึงกระนั้นก็มีเสียง (ผู้หญิง) ร้องเรียก "ฉู่เฉียว" ดังก้องในหูคุณบ่อยครั้ง คุณจึงนึกสงสัยว่าฉู่เฉียวเป็นใคร

ขณะหลับใหลไม่ได้สติอยู่ในเกวียนที่ต่อเป็นกรงขัง ภาพความทรงจำนับจากครั้งยังเป็นเด็กก็ผุดเผ่านาในหัว เริ่มจากภาพผู้หญิงคนหนึ่งบอกให้คุณเข้มแข็งและกล้าหาญเพื่อให้จะได้มีชีวิตรอด คุณพยายามวิ่งตามผู้หญิงคนดังที่กล่าวผ่านมาแล้วแต่ตามไม่ทันจึงได้แต่ร่ำไห้พลางร้องเรียก "แม่" ในเวลาต่อมามีชายคนหนึ่งเรียกคุณว่าบุตรสาว ทั้งยังตั้งชื่อให้คุณว่า "จิงเสี่ยวลิ่ว" ("เสี่ยวลิ่ว" แปลว่า หกน้อย ในที่นี้หมายความว่าลูกคนที่หก) คุณจึงยิ่งสงสัยว่าตนเองเป็นใครกันแน่ หลังจากนั้นภาพความทรงจำก็พรั่งพรูเผ่านาในห้วงคำนึงของคุณอย่างไม่ปะติดปะต่อ นับตั้งแต่ภาพตอนที่คุณฝึกใช้อาวุธและเรียนศิลปะการต่อสู้จากผู้เป็นแม่เมื่อครั้งยังเด็ก ไปจนถึงตอนที่ถูกกล่าวหาว่าฆ่าแม่ตัวเอง ถูกทหารตามไล่ล่า รวมทั้งภาพเหตุการณ์ตอนที่คุณเติบโตเป็นสาวสะพรั่งและกำลังต่อสู้กับใครบางคน

หลังได้ยินเสียงผู้หญิงร้องเรียก "ฉู่เฉียว" (ในฝัน) หญิงสาวจึงลืมตาตื่น และพบว่าตนเองกำลังนั่งอยู่ในเกวียนที่ต่อเป็นกรงขังโดยมีทาสสาวคนไม่ใช่น้อย (ซึ่งกำลังนั่งร้องไห้) เป็นเพื่อให้นร่วมชะตากรรม (เกวียนดังที่กล่าวมาข้างต้นลากโดยทาสที่เป็นชายฉกรรจ์) เมื่อสาวน้อยที่นั่งข้างเคียงเรียกคุณว่าพี่สาวและพูดทักทายด้วยสีหน้าหวาดหวั่น คุณและสาวน้อยคนดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วจึงแลกเปลี่ยนชื่อแซ่ สาวน้อยผมหยิกบอกว่าตนชื่อ "เจวี้ยนเหมาโถว" (เหมาโถว แปลว่า หัวหยิก) ส่วนตัวคุณนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนบอกว่าตนชื่อ "จิงเสี่ยวลิ่ว" (นับจากนี้จะเรียกนางเอกว่า "เสี่ยวลิ่ว") เมื่อถูกถามว่าทำผิดอะไรมา เสี่ยวลิ่วตอบเพียงว่าตนก่อเรื่องใหญ่ เหมาโถวได้ยินเสียงท้องร้องเลยแบ่งอาหารที่มีเพียงน้อยนิดให้เสี่ยวลิ่ว เสี่ยวลิ่วเห็นเหมาโถวรู้สึกหวาดกลัวเพราะไม่รู้ว่าพวกตนกำลังจะถูกนำตัวไปที่ใด จึงพูดปลอบใจว่าไม่ต้องกลัวเพราะมีตนอยู่ที่นี่ทั้งคน เมื่อไปถึงที่หมายเหล่าบรรดาทาสสาวก็ถูกต้อนลงจากกรง ก่อนโดนไล่ให้เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในกระโจม เหล่าทาสสาวเห็นเสื้อผ้าทั้งสะอาดและเนื้อดีเลยต่างพากันดีใจ ถึงกระนั้นก็อดสงสัยไม่ได้ว่าตัวอักษรที่ปักอยู่รอบๆด้านหลังเสื้อแต่ละตัวซึ่งก็คืออะไร (เหล่าทาสสาวไม่รู้หนังสือ) เหมาโถวรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล ขณะที่เสี่ยวลิ่วเองก็รู้สึกสังหรณ์ใจเช่นกัน

ณ เมืองฉางอัน (เมืองหลวงของซีเว่ย)

ห้าบุรุษชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ ได้แก่ "เยี่ยนสวิน" องค์ชายแห่งเยี่ยนเป่ย (เยี่ยนเหนือ – เมืองขึ้นของซีเว่ย), "หยวนซง" องค์ชาย 13 (อ๋องอวี้) แห่งราชวงศ์ซีเว่ย, "เว่ยซูโหยว" บุตรชายคนโตของสกุลเว่ย, "จ้าวซีเฟิง" บุตรชายคนรองของสกุลจ้าว และ "อวี่เหวินหวาย" หลานชายของนายสามแห่งสกุลอวี่เหวิน ควบม้าแข่งกันในตรอกแคบๆ ย่านใจกลางเมือง ในตอนแรกเยี่ยนสวินเป็นข้างนำแต่แล้วอยู่ๆ ก็มีคนเข็นรถขนผักตัดหน้าเหมือนกับจงใจ เขาเลยต้องหยุดม้ากระทันหันทำให้มาถึงรั้งท้ายคนอื่น อวี่เหวินหวายสงสัยว่าองค์หญิง "ฉุนเอ๋อร์" ยอมให้เยี่ยนสวินออกมาเที่ยวเล่นกับพวกตนได้อย่างไร เยี่ยนสวินตอบว่าเป็นเพราะอวี่เหวินหวายแกล้งทำให้ตนทำแก้วองค์หญิงแตกจนเป็นเรื่อง หยวนซงคิดว่าในตอนนี้บ้านเมืองกำลังระส่ำระสาย สิ่งที่ควรคำนึงถึงเป็นลำดับแรกคือความรุ่งเรืองของประเทศชาติและประชาชน แต่พวกตนยังมัวขี่ม้าแข่งกัน ซึ่งถ้าหากเป็นที่โล่งกว้างก็คงไม่เป็นไร แต่ที่นี่มีคนอย่างมากขืนยังแข่งกันต่ออาจทำให้ผู้คนบาดเจ็บได้ อวี่เหวินหวายเห็นด้วยจึงเอ่ยปากชวนทุกคนไปเล่นเกมที่น่าตื่นเต้นกว่าและไปฟังเสียงกรีดร้องด้วยกัน เยี่ยนสวินสงสัยว่ารางวัลของผู้ชนะในวันนี้คืออะไร อวี่เหวินหวายตอบว่าสุรารสเลิศจากองค์หญิงฉุนเอ๋อร์ หยวนซงสงสัยว่า "อวี่เหวินเยว่" เพื่อให้นรักของเยี่ยนสวินหายไปไหน เยี่ยนสวินตอบว่าเพื่อให้นตนมักทำอะไรตามใจปรารถนา อวี่เหวินหวายจึงชวนทุกคนไปเล่นสนุกโดยไม่รออวี่เหวินเยว่

หลังเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเหล่าทาสสาวถูกต้อนมารวมกันด้านนอกกระโจมโดยมีทหารตรึงกำลังรอบรอบๆ เมื่อ "จูซุ่น" พ่อบ้านสกุลอวี่เหวินแถลงการณ์ว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว อวี่เหวินหวายจึงสั่งให้ทหารควบม้าไล่ต้อนเหล่าทาสสาวให้เข้าไปในลานล่าสัตว์ที่มีรั้วกั้นและมีทหารตรึงกำลังโดยรอบ เยี่ยนสวินเห็นดังนั้นจึงสงสัยว่าอวี่เหวินหวายนำตัวเหล่าทาสสาวมาที่นี่ทำไม อวี่เหวินหวายตอบว่าหากเป็นการล่าสัตว์ธรรมดาตนคงไม่เสียเวลาพาทุกคนมาที่นี่ เขากล่าวว่าเป้าหมายในการล่าคราวนี้คือหมาป่าและหญิงงาม หยวนซงรู้สึกแปลกใจที่เสื้อของเหล่าทาสสาวมีชื่อของพวกตนปักอยู่ อวี่เหวินหวายจึงอธิบายว่านี่คือส่วนที่สนุกที่สุด พวกตนจะได้รับลูกธนูจำนวนหนึ่ง จะเลือกยิงทาสสาวของคนอื่นหรือยิงหมาป่าก็ได้ภายในเวลาหนึ่งก้านธูป  หากใครมีทาสสาวเหลือรอดมากที่สุดจะเป็นข้างชนะ

หยวนซงแย้งว่านี่เป็นเกมที่โหดร้ายเกินไป ซูโหยวกล่าวอย่างเคร่งเครียดว่าการปกป้องทาสสาวของตนน่าจะนำไปสู่ชัยชนะได้มากกว่าล่าหมาป่า ซีเฟิงคิดว่าบรรยากาศเริ่มตึงเครียดจึงบอกให้ทุกคนทำสีหน้าท่าทางให้คึกคักตื่นเต้น (ไม่ต้องคิดมาก) หยวนซงขอถอนตัวจากการแข่งขันเพราะมองว่าการนำคนมาเป็นเหยื่อของหมาป่าและเป็นเป้าธนูโหดร้ายเกินไป ซูโหยวจึงเสนอให้เปลี่ยนเกมการแข่งขัน อวี่เหวินหวายแย้งว่าเหล่าทาสสาวเป็นคนชั้นต่ำที่ไร้ค่าและมีความผิดติดตัว ถึงยังไงพวกคุณก็ต้องได้รับโทษตายอยู่แล้ว ตนนำทาสสาวมาเป็นส่วนหนึ่งของเกมนี้เพื่อให้ให้โอกาสให้พวกคุณมีชีวิตอยู่ต่อไป หากใครรอดตายในเกมนี้จะถูกเว้นโทษตาย

อวี่เหวินหวายรู้ว่าเยี่ยนสวินไม่ต้องการเล่นเกมนี้เช่นกัน จึงพูดดักคอว่าบิดาของเยี่ยนสวินเป็นนักรบผู้เก่งกาจและโด่งดังเลื่องลือในเรื่องความกล้าหาญ โบราณกล่าวว่าลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น แล้วเยี่ยนสวินจะทำลายชื่อเสียงของบิดาจริงๆ หรือ เยี่ยนสวินแย้งว่าดาบของสกุลเยี่ยนมีไว้ฆ่าคนคิดคด ทรยศ ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ จึงไม่จำเป็นต้องกังวลใจว่าจะทำให้ชื่อเสียงของบิดาตนมัวหมอง ซีเฟิงชักเริ่มรำคาญจึงบอกว่าถ้าเยี่ยนสวินไม่อยากเล่นพวกตนก็แค่ฆ่าทาสเยี่ยนสวินให้หมด จะมัวเถียงกันให้เปลืองเวลาทำไม จากนั้นก็เร่งให้ปล่อยหมาป่าออกจากกรง หยวนซงพยายามยื้อเวลาโดยขอให้ทุกคนรออวี่เหวินเยว่ก่อน  อวี่เหวินหวายแย้งอย่างมีเลศนัยว่าบางทีอวี่เหวินเยว่อาจกำลังสำลักความสุขจนไม่อาจตามพวกตนมาที่นี่

ณ จวนสกุลอวี่เหวิน อวี่เหวินเยว่ (ผู้สืบสกุลสกุลอวี่เหวิน) กลับเข้าห้องของตนและพบหญิงงาม นามว่า "อิงเถา" นอนเปลือยกายรอเขาอยู่บนเตียง  คุณพยายามยั่วยวนอวี่เหวินเยว่แต่เขากลับจ้องมองคุณอย่างไร้อารมณ์ และกล่าวว่าหากคนที่ส่งคุณมาเห็นลีลาของคุณแล้วคงรู้สึกผิดหวัง อิงเถาแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ คุณถอดเสื้อคลุมของอวี่เหวินเยว่ออกแล้วดึงตัวเขาลงมานอนบนเตียง จากนั้นก็บอกให้เขาเป็นข้างรุก อวี่เหวินเยว่แย้งว่าหากตนทำเช่นนั้นแล้วคุณจะแสดงความสามารถให้ตนเห็นได้อย่างไร อิงเถาจึงโน้มตัวลงไปหาอวี่เหวินเยว่ประหนึ่งว่าจะจุมพิต แต่แล้วอยู่ๆ ก็มีเขี้ยวพิษโผล่ออกมาจากปากคุณ  อวี่เหวินเยว่จึงผลักคุณลงจากเตียง ที่แท้อิงเถาก็คือนักฆ่าที่เชี่ยวชาญด้านการใช้เข็มพิษ คุณรู้สึกตัวว่าความสามารถของตนสู้อวี่เหวินเยว่ไม่ได้จึงซัดเข็มพิษใส่เขาจำนวนหนึ่งแล้วรีบกระโจนหนี อวี่เหวินเยว่ไม่เพียงปัดป้อง หากยังซัดเข็มพิษเล่มหนึ่งกลับไปหาคุณอีกด้วย

อิงเถาสงสัยว่าตนถูกจับได้นับจากไหร่และไม่แนบเนียนที่ตรงไหน อวี่เหวินเยว่ตอบว่าตนรู้สึกตัวตั้งแต่ต้น ด้วยเหตุว่าทุกความประพฤติของคุณล้วนมีจุดบกพร่อง ที่ตนยังคงเล่นตามน้ำเพราะที่ผ่านมาตนเอาตัวรอดจากการโดนลอบฆ่าและวางยาพิษมาแล้วมาหลายครั้ง แต่นี่เป็นนัดแรกที่มีคนพยายามฆ่าตนโดยใช้วิธียั่วยวน ตนนึกว่าจะมีอะไรใหม่แต่สุดท้ายก็ยังเหมือนเดิม เมื่อเห็นอวี่เหวินเยว่เดินจากไปอย่างไม่ใยดี อิงเถาจึงร้องบอกว่าเขาถูกคุณวางยาพิษ (คุณใส่พิษไว้ในกระถางธูปหอม)  และถามว่าไม่อยากได้ยาถอนพิษหรือ อวี่เหวินเยว่แย้งว่าคุณต่างหากที่โดนพิษ (ของตนเอง) จากนั้นก็เย้ยว่าอวี่เหวินหวายคงผิดหวังอีกตามเคย พูดจบเขาก็สั่งให้ "เยว่ชี" (มือขวาของอวี่เหวินเยว่) เตรียมม้าให้ตน

ในที่สุดเกมอันแสนโหดร้ายก็เริ่มขึ้นเมื่ออวี่เหวินหวายสั่งให้ปล่อยหมาป่ากว่า 20 ตัวออกจากกรง เหล่าทาสสาวต่างพากันกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับฝูงหมาป่าท่าทางดุร้าย หยวนซงกับเยี่ยนสวินจ้องมองเหล่าทาสสาวด้วยสายตาเป็นกลุ้มอกกลุ้มใจ ขณะที่เสี่ยวลิ่วรีบกวาดตามองโดยรอบเพื่อให้หาทางหนีทีไล่ เมื่อทาสสาวเริ่มวิ่งหนีฝูงหมาป่าก็ออกไล่ล่าทันที หลังจากนั้นอวี่เหวินหวายและซีเฟิงก็เริ่มเล็งธนูใส่ทาสสาวของข้างตรงผ่านอย่างเมามัน เสี่ยวลิ่วแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเห็นชนชั้นสูงปฏิบัติกับทาสอย่างพวกตนไม่ต่างจากสัตว์เดรฉาน หยวนซงกับเยี่ยนสวินเห็นดังนั้นก็รู้สึกโกรธ แต่ซีเฟิงกลับหัวเราะชอบใจแล้วบอกว่ายิงนางทาสง่ายกว่ายิงหมาป่าเป็นไหนๆ ถ้าอยากชนะก็ต้องยิงทาสก่อน เมื่อคิดว่าอวี่เหวินเยว่ยังไม่มา ซีเฟิงเลยชวนอวี่เหวินหวายยิงทาสของอวี่เหวินเยว่

เสี่ยวลิ่วคิดว่าพวกตนกลายเป็นเป้าธนูจึงรีบพาเหมาโถววิ่งหนี (ทั้งคู่ต่างใส่เสื้อที่ปักอักษร "เยว่" ซึ่งในตอนนั้นอวี่เหวินเยว่กำลังควบม้าตามมา) อวี่เหวินหวายกับซีเฟิงยิงธนูใส่ทาสของอวี่เหวินเยว่ด้วยความสะใจ นอกจากเหล่าทาสสาวจะกลายเป็นเป้าธนูแล้ว คนไม่ใช่น้อยยังเป็นเหยื่ออันโอชะของฝูงหมาป่าที่หิวโหยอีกด้วย หยวนซงทนดูไม่ได้อีกต่อไปจึงชวนเยี่ยนสวินร่วมการแข่งขันหมายช่วยชีวิตเหล่าทาสสาวให้มากที่สุดเท่าที่พวกตนจะทำได้ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ช่วยกันยิงหมาป่าที่กำลังจะขย้ำทาสสาว ถึงกระนั้นก็ยังมีหญิงสาวอีกคนไม่ใช่น้อยสังเวยชีวิตให้หมาป่า เสี่ยวลิ่วไม่ยอมปล่อยมือเหมาโถวและพากันวิ่งหนีหมาป่าสองตัวที่ไล่ตามมาติดๆ หยวนซงจะช่วยเสี่ยวลิ่วกับเหมาโถวแต่ดันยิงธนูพลาดเลยขอให้เยี่ยนสวินช่วยแก้มือแทน  เยี่ยนสวินจึงโชว์สกิลขั้นเทพด้วยการยิงธนูทีเดียวสองดอก แต่ละดอกล้วนพุ่งเข้าที่ลำคอของหมาป่าทั้งสองตัวอย่างแม่นยำ  เยี่ยนสวินยิ้มอย่างพึงพอใจในความสามารถตนเอง ขณะที่เสี่ยวลิ่วหันกลับไปมองว่าใครช่วยชีวิตตน อวี่เหวินหวายเห็นดังนั้นจึงท้าให้เยี่ยนสวินยิงธนูแข่งกับตน เพราะอยากรู้ว่าตนจะยิงทาสได้เร็วกว่าเยี่ยนสวินยิงหมาป่าหรือเปล่า พูดจบอวี่เหวินหวายก็ชิงลงมือก่อนทันที

ในที่สุดเสี่ยวลิ่วกับเหมาโถวก็จนมุมเพราะถูกหมาป่าตัวหนึ่งดักหน้า  เสี่ยวลิ่วจำเป็นต้องปล่อยมือเหมาโถวเพื่อให้ให้คุณไปหลบซ่อนตัว หลังจากนั้นเสี่ยวลิ่วเผชิญหน้าและวิ่งล่อหมาป่าไปทางอื่น เยี่ยนสวินยิงหมาป่าเพื่อให้ช่วยชีวิตเสี่ยวลิ่ว แต่อวี่เหวินหวายต้องการเอาชีวิตคุณ เมื่อเห็นกับตาว่าเสี่ยวลิ่วสามารถหลบหลีกลูกธนูของตน อวี่เหวินหวายก็ถึงกับอึ้งและยิ่งรู้สึกท้าทาย เขาจึงเล็งธนูไปที่เสี่ยวลิ่วอีกที เยี่ยนสวินไม่ยอมให้อวี่เหวินหวายฆ่าเสี่ยวลิ่วจึงยิงสกัดลูกธนูของอวี่เหวินหวาย อวี่เหวินหวายชักเริ่มหงุดหงิดจึงถามเยี่ยนสวินว่าไม่อยากลิ้มรสสุราชั้นดีหรือ เยี่ยนสวินกล่าวว่าตนไม่สนใจสุราแต่ต้องการตัวเสี่ยวลิ่ว ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ห้ามรังควานคุณ อวี่เหวินหวายไม่สนใจและอยากรู้ว่าเสี่ยวลิ่วจะเอาตัวรอดได้อีกนานเพียงใด

อวี่เหวินเยว่มาถึงลานล่าสัตว์แต่ยังคงเฝ้าดูเหตุการณ์จากเนินเขาสูง  ปรากฏว่าเสี่ยวลิ่วถูกหมาป่าสองตัวล้อมหน้าหลัง คุณพยายามต่อสู้กับหมาป่าด้วยมือเปล่าจึงถูกหมาป่ารุมกัดแขนขา พอเหลือบไปเห็นลูกศรธนูปักอยู่ที่พื้น เสี่ยวลิ่วจึงรีบคว้าลูกธนูและแทงสวนใต้ท้องหมาป่าที่กระโจนเข้าหาคุณ อวี่เหวินหวายเห็นดังนั้นก็ตกตะลึง ถึงกระนั้นก็ยังเหลือหมาป่าอีกตัวที่จ้องขย้ำคุณ เยี่ยนสวินเล็งธนูไปที่หมาป่าหมายช่วยชีวิตเสี่ยวลิ่ว แต่แล้วกลับพบว่าเสี่ยวลิ่วสามารถปกป้องตัวเองได้ด้วยการปีนขึ้นไปบนกิ่งไม้แล้วใช้ลูกธนูแทงเข้าที่ด้านหลังลำคอหมาป่า เขาจึงลดคันธนูลงแล้วจ้องมองคุณอย่างชื่นชม อวี่เหวินเยว่เห็นดังนั้นก็แอบชื่นชมในใจว่าเสี่ยวลิ่วเกิดมาเป็นนักรบโดยแท้

ซีเฟิงยังคงเมามันกับการยิงทาสสาว เหมาโถวเห็นคนโดนยิงตรงหน้าก็รู้สึกหวาดกลัวจึงวิ่งไปหลบหลังต้นไม้ แต่แล้วกลับพบว่ามีหมาป่าตัวหนึ่งย่องมาหาคุณจากทางด้านหลัง เสี่ยวลิ่วเห็นดังนั้นจึงรีบกระโจนเข้าใส่หมาป่าและใช้ลูกธนูแทงทะลุลำคอ อวี่เหวินหวายเห็นดังนั้นก็ยิ่งนึกสนุกจึงชวนทุกคนขี่ม้าล่าเหยื่อโดยมีเหล่าทหารคอยคุ้มกัน (อวี่เหวินเยว่ควบม้าตามไปดูห่างๆ)  เสี่ยวลิ่วจับมือเหมาโถวแล้วพากันวิ่งหนีเหล่านักล่าและหมาป่า  อวี่เหวินหวายและซีเฟิงไล่ยิงทาสอย่างสนุกสนาน ส่วนเยี่ยนสวินยังคงไล่ล่าหมาป่าที่จ้องขย้ำทาสสาว บรรดาทาสที่เหลือรอดพากันกรีดร้องและวิ่งหนีตาย ขณะที่ทหารบางนายเปลี่ยนเป็นเหยื่อหมาป่าเสียเอง

เสี่ยวลิ่วพาทาสที่เหลือเพียงน้อยนิดหนีขึ้นไปบนเนินทราย  แต่อวี่เหวินหวายกับซีเฟิงก็ไล่ยิงจนเหลือเพียงเสี่ยวลิ่วกับเหมาโถวที่รอดชีวิต ในที่สุดทหารก็ส่งสัญญาณเตือนว่าหมดเวลา หยวนซงจึงประกาศว่าเกมจบแล้วและห้ามไม่ให้ยิงธนูอีก  ถึงกระนั้นเสี่ยวลิ่วยังคงจับมือเหมาโถววิ่งต่อไปเพราะรู้ว่าอวี่เหวินหวายคงไม่ไว้ชีวิตพวกตนแน่ ในที่สุดมือของทั้งคู่ก็หลุดจากกันหลังเหมาโถวถูกอวี่เหวินหวายยิงทะลุอก หลังกล่าวขอบคุณเสี่ยวลิ่วแล้วเหมาโถวก็สิ้นใจ เยี่ยนสวินตำหนิอวี่เหวินหวายที่เข่นฆ่าผู้คนอย่างมาก ซีเฟิงตั้งข้อคิดเห็นว่าขนาดอวี่เหวินเยว่ไม่อยู่ ทาสคนเดียวที่รอดตายยังใส่เสื้อปักอักษร "เยว่"  อวี่เหวินหวายได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโกรธและทนไม่ได้ที่แพ้อวี่เหวินเยว่  แม้เคยลั่นวาจาเอาไว้ก่อนหน้าว่าจะเว้นโทษตายให้ผู้รอดชีวิต แต่อวี่เหวินหวายกลับยังคงเล็งธนูไปที่เสี่ยวลิ่วโดยอ้างว่าคุณเป็นทาสที่ทำความผิดและสมควรตาย เยี่ยนสวินรีบยิงสกัดแต่ลูกธนูเกิดพลาดเป้า โชคดีที่อวี่เหวินเยว่แอบยิงหน้าไม้สกัดเอาไว้ได้ทัน (เข็มเงินที่เขาใช้ยิงสกัดติดอยู่บนผมของเสี่ยวลิ่ว) ซีเฟิงนึกว่าอวี่เหวินหวายยิงพลาดเป้าจึงเย้ยว่าแม้แต่อวี่เหวินหวายก็พลาดได้เช่นกัน ทำให้อวี่เหวินหวายรู้สึกเสียหน้า

อวี่เหวินเยว่มองเสี่ยวลิ่วซึ่งกำลังเศร้าโศกพลางกล่าวในใจว่า "เกมจบแล้ว ดีชั่วอย่างไรก็อยู่ที่ตัวเจ้า" เขามองว่าเสี่ยวลิ่วปลอดภัยแล้วจึงขี่ม้าจากไปเงียบๆ หยวนซงเปรยว่าเสี่ยวลิ่วรอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์ เยี่ยนสวินเหน็บว่าอวี่เหวินหวายนำทาสเก่งๆ มาเป็นเป้า แสดงว่า "เรือนหงซาน" บ้านของเขาคงเต็มไปด้วยคนมีความสามารถ ซีเฟิงแย้งว่าใช่ที่ไหน อวี่เหวินหวายพลาดไปแล้วต่างหาก เขาชี้ว่าเสี่ยวลิ่วเป็นคนฉลาดแต่อวี่เหวินหวายกลับยกคุณให้คนอื่น ตอนนี้คุณแปลงเป็นทาสของอวี่เหวินเยว่แล้ว ซูโหยวกล่าวว่าในเมื่อเสี่ยวลิ่วรอดชีวิตก็ควรรักษาสัญญาและเว้นโทษตายให้คุณ อวี่เหวินหวายแย้งว่าเสี่ยวลิ่วเป็นทาสที่มีความผิดติดตัวแล้วจะให้ตนยกโทษได้อย่างไร เยี่ยนสวินเหน็บว่าอวี่เหวินหวายกล้าโกงแบบโจ่งแจ้งจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะพลิกลิ้น หยวนซงตัดบทด้วยการประกาศในฐานะองค์ชายแห่งซีเว่ยว่าตนอภัยโทษให้เสี่ยวลิ่ว หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ยกเว้นเยี่ยนสวิน

จูซุ่นพาลูกน้องมาเก็บศพทาสสาว เสี่ยวลิ่วซึ่งยังคงเฝ้าศพเหมาโถวไม่ห่างถูกลากตัวมาคุกเข่าต่อหน้าเยี่ยนสวิน เยี่ยนสวินเห็นอะไรบางสิ่งติดอยู่ที่ผมของเสี่ยวลิ่วจึงดึงออกมาดู (เสี่ยวลิ่วรู้สึกชิงชังชนชั้นสูงอย่างเยี่ยนสวินจึงพยายามปัดป้องและตวาดใส่) ครั้นคิดว่าเป็นเข็มเงินเล่มเล็กๆ เยี่ยนสวินก็รู้ทันทีว่าเป็นความสามารถอวี่เหวินเยว่ เขาถามชื่อแซ่ของคุณ แต่เสี่ยวลิ่วกล่าวว่าตนจะบอกชื่อเขาต่อเมื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกตนเท่าเทียมกัน เมื่อเสี่ยวลิ่วถูกลากตัวออกไป เยี่ยนสวินก็พูดติดตามว่า "เจ้าเป็นทาสที่อวดดีที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบ" ถึงกระนั้นเขาก็เตือนจูซุ่นว่าอย่าคิดกลั่นแกล้งหรือรังแกเสี่ยวลิ่วโดยเด็ดขาด จูซุ่นแกล้งตกปากรับคำแต่แอบหมายหัวเสี่ยวลิ่วเอาไว้ เขาไม่พอใจที่คุณบังอาจทำให้คุณชายหวาย (อวี่เหวินหวาย) ของตนขุ่นเคือง และสักวันคุณต้องชดใช้ความผิดนี้

จูซุ่นให้ลูกน้องแบกเสี่ยวลิ่วมาที่จวนสกุลอวี่เหวินกลางดึก โดยบอก "ซ่งต้าเหนียง" (ป้าซ่ง) ว่าเสี่ยวลิ่วเป็นนังตัวดีที่รอดตายจากการถูกล่าเพียงคนเดียว ซ่งต้าเหนียงแย้งว่าเสี่ยวลิ่วไม่ใช่คนของเรือนนี้ ("จิงหลินซี" แอบดูอยู่ห่างๆ เมื่อพบว่าทาสหญิงคนดังกล่าวข้างต้นคือน้องหกของตนก็รู้สึกตระหนกตกใจ) จูซุ่นจึงบอกว่าเสี่ยวลิ่วทำให้คุณชายหวายพ่ายแพ้ยับเยิน คุณชายหวายเลยโกรธมาก เขาบอกให้ซ่งต้าเหนียงนำตัวเสี่ยวลิ่วไปไว้ในห้องเก็บฟืนแล้วเล่นงานคุณให้จงหนักแต่อย่าทำให้ถึงตาย เพราะเขาอยากให้คุณทุกข์ทรมานจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป (เสี่ยวลิ่วได้ยินทุกคำพูดของทั้งคู่) หลังถูกนำตัวมาทิ้งไว้ในห้องเก็บฟืน เสี่ยวลิ่วซึ่งสภาพร่างกายบอบช้ำและเต็มไปด้วยบาดแผลจากคมเขี้ยวของหมาป่า ครุ่นนึกถึงเรื่องร้ายๆ ที่ตนพึ่งจะเผชิญมา พลางสงสัยว่าตนอยู่ในโลกแบบไหนกัน เหล่าชนชั้นสูงที่ร่ำรวยพวกนั้นใจคอโหดร้ายยิ่งกว่าหมาป่า ชีวิตคนไม่มีค่าสำหรับพวกเขา ยิ่งคิดคุณก็ยิ่งแค้นจึงหมายมั่นว่าสักวันคุณจะให้คนพวกนี้ชดใช้หนี้เลือด

หลินซีแอบนำมาอาหารมาส่งให้เสี่ยวลิ่วและบอกว่าตนคือพี่ห้า เมื่อมองว่าเสี่ยวลิ่วยังคงนั่งอึ้งเหมือนจำตนไม่ได้ เขาจึงคิดว่าอาจเป็นเพราะคุณจากบ้านไปนานหลายปี พอคิดว่าร่างกายของเสี่ยวลิ่วเต็มไปด้วยบาดแผลเขาก็รู้สึกสะดุ้ง ทั้งยังสงสัยว่าคุณรอดชีวิตมาจากที่อันตรายแบบนั้นได้อย่างไร เขาได้ยินว่ามีทาสสาวถูกส่งไปตรงนั้นสามสิบคนแต่เสี่ยวลิ่วเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต พูดจบเขาก็สำรวจบาดแผลบนตัวเสี่ยวลิ่ว เสี่ยวลิ่วกล่าวเพียงว่าตนไม่เป็นไร หลินซีเห็นสภาพของเสี่ยวลิ่วแล้วรู้สึกสงสาร ทั้งยังรู้สึกผิดที่ไม่อาจปกป้องคุณจึงร่ำไห้ขอโทษ

หลังจากนั้นเขาก็คะยั้นคะยอให้เสี่ยวลิ่วกินข้าวที่ตนนำมา เมื่อมองว่าเสี่ยวลิ่วกินอะไรไม่ลง หลินซีจึงคีบหมูสามชั้นของโปรดให้เสี่ยวลิ่วแต่เสี่ยวลิ่วบอกว่าคุณไม่ชอบกินมันหมู หลินซีจึงกินส่วนที่เป็นมันแล้วเหลือแต่เนื้อให้เสี่ยวลิ่ว ในที่สุดเสี่ยวลิ่วก็ยอมกินข้าวทำให้หลินซีดีใจมาก เสี่ยวลิ่วกล่าวทั้งน้ำตาว่าอาหารมื้อนี้อร่อยที่สุดเท่าที่คุณเคยกินมาในชาตินี้ หลินซีแย้งว่าคุณอายุน้อยเกินกว่าจะพูดแบบนั้น ทั้งยังเตือนความจำว่านี่เป็นอาหารจานโปรดของคุณ สมัยที่พวกตนอยู่บ้านด้วยกันคุณมักยกส่วนที่เป็นมันให้ตนกินเสมอ หลินซีให้คำมั่นว่าสักวันจะทำให้เสี่ยวลิ่วสุขสบายและจะไม่มีใครรังแกพวกตนอีก เขากล่าวว่าตอนนี้ตนอยู่ในจวนชิงซาน เป็นทาสระดับกลางและทาสรับใช้ส่วนตัวของคุณชายอวี่เหวินเยว่ "จิงจือเซียง" (พี่สาว) กับ "จิงเสี่ยวปา" (น้องแปด) ก็อยู่ที่นี่ด้วย อีกไม่นานทั้งคู่จะมาช่วยดูแลเสี่ยวลิ่ว พูดจบหลินซีก็ขอตัวโดยบอกว่าจะไปหายามาให้คุณ

หลินซีบอกจือเซียงว่าอาการของเสี่ยวลิ่วไม่สู้ดีนัก เขากล่าวว่าแม้สกุลอวี่เหวินจะมียาอย่างมาก แต่พวกตนเป็นแค่ทาสรับใช้จึงไม่สามารถเข้าไปในห้องยาได้ จือเซียงเตือนหลินซีว่าเขาเพิ่งจะได้เป็นทาสรับใช้ประจำตัวคุณชายเยว่ อวี่เหวินเยว่เป็นคนไร้ความรู้สึก ดังนั้นจงอย่าเอ่ยปากขอยาจากเขาเด็ดขาด เมื่อเห็นหลินซีเป็นกังวลใจเรื่องที่จูซุ่นกับซ่งต้าเหนียงคิดแผนเล่นงานเสี่ยวลิ่ว จือเซียงก็กล่าวว่าจูซุ่นเป็นพ่อบ้านประจำสกุลอวี่เหวินจึงมีอำนาจเหนือทาสอย่างพวกตน หากเขาคิดเล่นงานเสี่ยวลิ่วถึงตายย่อมทำได้ แล้วตนจะลองคิดหาทางออกดู แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรักษาอาการบาดเจ็บของเสี่ยวลิ่ว

เยี่ยนสวินมาหาอวี่เหวินเยว่ที่จวนอวี่เหวิน เขาเห็นอวี่เหวินเยว่ซ้อมยิงธนูได้อย่างแม่นยำจึงเอ่ยปากชม อวี่เหวินเยว่ชมกลับว่าทักษะการยิงธนูของเยี่ยนสวินก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน เพราะตอนเล่นเกมล่าสัตว์เขายิงเข้าเป้าทุกดอก จากนั้นก็แซวว่าเยี่ยนสวินจะเลิก (แกล้ง) ทำตัวเรื่อยเปื่อยไปวันๆ แล้วหรือ เยี่ยนสวินกล่าวว่าตนสามารถทำตัวเรื่อยเปื่อยและมีความถนัดพิเศษได้ในขณะเดียวกัน เพราะการยิงธนูและขี่ม้าเป็นทักษะขั้นพื้นฐาน ที่สำคัญตนเป็นองค์ชายเลยจำเป็นต้องมีความชำนาญติดตัวไว้บ้าง มิเช่นนั้น จะเที่ยวเตร็ดเตร่ในเมืองฉางอันซึ่งเต็มไปด้วยคนมากความสามารถได้อย่างไร พูดจบเขาก็แกล้งถามว่าในเมื่ออวี่เหวินเยว่ไม่ได้ไปที่ลานล่าสัตว์แล้วรู้ได้ยังไงว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ความจริงแล้วเยี่ยนสวินมาหาอวี่เหวินเยว่เพื่อให้ปรึกษาเรื่องงานวันเกิด เขาไม่ต้องการให้องค์หญิงฉุนเอ๋อร์เป็นธุระจัดงานให้เลยมาขอให้อวี่เหวินเยว่ช่วย อวี่เหวินเยว่ถามว่าทำไมต้องเป็นตน เยี่ยนสวินตอบว่าเพราะอวี่เหวินเยว่ถนัดเรื่องตาต่อตาฟันต่อฟัน ทั้งยังเป็นจอมคิดแผน ส่วนตนไม่ถนัดเรื่องนี้เลยสักนิด  อวี่เหวินเยว่กล่าวว่ามารดาของเยี่ยนสวินเป็นธิดาบุญธรรมคนโปรดของไทเฮา ส่วนบิดาก็เป็นพระสหายคนสนิทของฮ่องเต้ แม้เยี่ยนสวินจะไม่ได้มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกับทั้งสองพระองค์แต่ก็ถือได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญ การที่องค์หญิงฉุนเอ๋อร์คิดจัดงานวันเกิดให้เขาจึงถือว่าสมเหตุสมผล เยี่ยนสวินชี้ว่าตนก็แค่ไม่อยากให้องค์หญิงเป็นธุระจัดการเรื่องนี้ คุณเป็นเด็กสาวที่ไร้เดียงสาและร่าเริงตนจึงคิดเสมอว่าคุณเป็นน้องสาว แต่คุณกลับต้องการอยู่ข้างเคียงตน อวี่เหวินเยว่ได้ฟังดังนั้นจึงเสนอให้จัดงานวันเกิดที่บ้านสกุลอวี่เหวิน ซ้ำยังอาสาเป็นเจ้าภาพ เขาบอกเยี่ยนสวินว่าตนจะเชิญชายหนุ่มเจ้าสำอาง (แบบเยี่ยนสวิน) ทุกคนในเมืองมาร่วมงาน และจะเชิญคนมาเยอะๆ จนองค์หญิงฉุนเอ๋อร์เข้าถึงตัวเยี่ยนสวินได้ยาก  เยี่ยนสวินได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกพอใจ

เยี่ยนสวินคืนเข็มเงินให้อวี่เหวินเยว่ ก่อนถามว่าทำไมถึงช่วย "เด็กสาวคนนั้น" เพราะนั่นไม่ใช่วิสัยของคนอย่างอวี่เหวินเยว่ อวี่เหวินเยว่กล่าวว่าอยากรู้อะไรก็ถามมาตรงๆ เยี่ยนสวินจึงถามกึ่งหยั่งเชิงว่าเขาชอบเสี่ยวลิ่วใช่ไหม จากนั้นก็จ้องหน้าจับผิดอวี่เหวินเยว่ อวี่เหวินเยว่นิ่งไปชั่วขณะก่อนแย้งว่าเด็กนั่นก็แค่ทาสรับใช้ของตน เยี่ยนสวินจึงแหย่ว่าหากคุณเป็นแค่ทาสคนหนึ่ง ทำไมถึงไม่ยกให้ตนเสียเลย จากนั้นก็กล่าวอย่างชื่นชมว่าเสี่ยวลิ่วมีอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจ คุณมีสายตาเฉียบแหลมและเป็นนักสู้ประดุจแมวป่ากลางที่ราบกว้างใหญ่ในบ้านเกิดตน แถมคุณยังกล้าสู้กับหมาป่าอีกด้วย อวี่เหวินเยว่ได้ยินเยี่ยนสวินชมทาสสาวของตนไม่ขาดปากจึงผลักโต๊ะพลางก้มหน้าพูดประชดว่า "ถ้าอยากได้นัก เช่นนั้นนางก็เป็นของเจ้า" จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วแล้วเดินหนีไป  เยี่ยนสวินล้อเลียนคำพูดของอวี่เหวินเยว่ก่อนพูดทีเล่นทีจริงว่า "ระวังให้ดีก็แล้วกัน มิเช่นนั้นข้าจะพานางไปจริงๆ"

จือเซียงกับเสี่ยวปาช่วยกันเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เสี่ยวลิ่วซึ่งยังคงนอนหลับใหลไม่ได้สติจนเนื้อตัวคุณสะอาดสะอ้าน เสี่ยวลิ่วฝันถึงเรื่องราวในอดีตตอนที่ "อวี่เหวินฮ่าว" (ลูกชาย "อวี่เหวินสี") ตามไล่ล่าคุณ หลังคุณจนมุมริมผาสูงเหนือแม่น้ำอันเชี่ยวกราก  อวี่เหวินฮ่าวพยายามหว่านล้อมให้คุณมาเป็นพวกเขาเพื่อให้จะได้เป็นใหญ่ด้วยกันและคุณจะได้ไม่ต้องหลบหนีอีกต่อไป เมื่อคุณไม่ยอมรับข้อเสนอเขาจึงคิดฆ่าคุณ ด้วยความที่ความสามารถคุณเหนือกว่า เขาจึงได้รับบาดเจ็บภายในอย่างร้ายแรงซ้ำยังโดนพลังภายในซัดจนลอยคว้างร่วงตกจากหน้าผา โชคร้ายที่เขาดึงผ้าคลุมศีรษะของคุณหลุดติดมือไปด้วย ทำให้คุณเสียหลักพลัดตกจากผาสูงลงสู่แม่น้ำเบื้องล่าง ทันใดนั้น เสี่ยวลิ่วก็เริ่มมีอาการหนาวสั่นและตื่นจากฝันร้าย จือเซียงปลอบเสี่ยวลิ่วว่าถ้าไข้ลดเมื่อไหร่ก็จะหายหนาวเอง (คุณขอยามาจากพ่อบ้านจู)

ซ่งต้าเหนียงเผ่านาหาเรื่องสามพี่น้องถึงในห้อง คุณตำหนิจือเซียงกับเสี่ยวปาที่อู้งาน จือเซียงจึงรีบคุกเข่าขอโทษแล้วบอกว่าตนกับเสี่ยวปากำลังจะออกไปทำงาน เมื่อซ่งต้าเหนียงถามถึงเสี่ยวลิ่ว จือเซียงจึงบอกว่าเสี่ยวลิ่วคือน้องหกของพวกตน ตอนนี้คุณยังบาดเจ็บอยู่เลยออกไปทำงานไม่ได้ ซ่งต้าเหนียงเห็นทาสชั้นต่ำสุดอย่างเสี่ยวลิ่วใช้เตารมยาของพ่อบ้านจูก็รู้สึกไม่พอใจจึงหาว่าเสี่ยวปาขโมยมา เสี่ยวปาปฏิเสธเสียงแข็งและแย้งว่าพ่อบ้านจูให้พี่สาวตนมา ซ่งต้าเหนียงไม่พอใจที่เสี่ยวปากล้าขึ้นเสียงกับตนจึงตบหน้าสั่งสอนเต็มแรงก่อนหยิบแส้ออกมาฟาด จือเซียงรีบเอาตัวบังไว้และรับแส้แทนเสี่ยวปา ซ่งต้าเหนียงเห็นดังนั้นก็ยิ่งโกรธ คุณประณามจือเซียงว่าให้ท่าผู้ชายก่อนลงมือฟาดไม่ยั้ง หลังนอนฟังอยู่นานเสี่ยวลิ่วชักเริ่มหมดความอดทนจึงแอบใช้หนังสติ๊กคู่กายยิงก้อนหินใส่ขาซ่งต้าเหนียง จากนั้นก็ตะกายกองฟืนขึ้นมาถามว่าซ่งต้าเหนียงเป็นอะไรและแนะนำให้คุณรีบรักษา

เมื่องซ่งต้าเหนียงออกไปแล้ว จือเซียงจึงเตือนเสี่ยวลิ่วว่าอย่าก่อเรื่องอีกเพราะในจวนอวี่เหวินเต็มไปด้วยคนมีความสามารถ หากพลั้งพลาดจำเป็นที่จะต้องตายสถานเดียว เพราะที่นี่มีสารพัดเหตุผลในการเข่นฆ่าทาส เสี่ยวปาได้ยินว่านายสามแห่งเรือนจี๋เล่อ (อวี่เหวินสี) ฆ่าทาสรับใช้หญิงมาแล้วกว่า 20 คนจึงกลัวว่าสักวันจะถึงคราวเคราะห์ของพวกตน จือเซียงขอให้เสี่ยวลิ่วอดทนและอย่าทำเรื่องสุ่มเสี่ยงอีกเพราะ "จิงเสี่ยวชี" (น้องเจ็ด) น้องสาวของพวกตนกำลังจะกลับมา เสี่ยวปาได้ยินดังนั้นก็รู้สึกดีใจเพราะแม้จะมีชีวิตที่ยากลำบากแต่อย่างน้อยพวกตนก็ได้อยู่กันพร้อมหน้า จือเซียงกล่าวว่านับจากนี้พวกตนจะดูแลกันและกัน และจะไม่มีวันปล่อยให้ใครอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีก

หยวนซงพยายามโยนลูกศรลงกระบอกแต่พลาดเป้าทำให้ถูกเพื่อให้นๆ หัวเราะเยาะ เขาจึงออกตัวว่าตนโยนไม่ลงเป็นเรื่องธรรมดาแต่ถ้าอวี่เหวินหวาย… หยวนซงพูดยังไม่ทันขาดคำอวี่เหวินหวายก็โยนลูกศรลงกระบอกอย่างง่ายดาย เมื่อถูกหยวนซงท้าให้แข่งกับเยี่ยนสวิน อวี่เหวินหวายก็ออกตัวว่าตนสู้องค์ชายเยี่ยนไม่ได้อยู่แล้ว เพราะแม้แต่ทหารองครักษ์ยังขี่ม้าและยิงธนูสู้ชาวเยี่ยนเป่ยไม่ได้ เยี่ยนสวินหัวเราะและแกล้งโยนลูกศรพลาดเป้าแบบเท่ห์ๆ แต่อวี่เหวินหวายรู้ทัน ทันใดนั้นก็มีใครคนหนึ่งโยนลูกศรลงกระบอกอย่างแม่นยำทำเอาชายหนุ่มๆ ถึงกับทึ่ง ที่แท้คนๆ นั้นก็คือ "องค์หญิงหยวนฉุน" หรือ "ฉุนเอ๋อร์" นั่นเอง