เรื่องย่อสางนางพราย 9

เมธาวลัยกลับมาคิดเรื่องที่ผินบอกว่าคุณคือผี เรื่องหญิงสาวชุดโบราณที่คุณฝันเห็น อาถรรพ์ซากเรือใต้สมุทรเพื่อให้ปะติดปะต่อกันก็ยิ่งเชื่อว่ามันต้องเกี่ยวกัน เลยจะไปคุยกับประสุตที่โรงพยาบาลแต่กลับพบว่าเขาถูกมรุตสั่งย้ายด่วนกลับสัตหีบไปแล้ว ยงรู้เรื่องประสุตไม่อยู่ก็ได้โอกาส คิดจะลอบไปงมของขึ้นมาขายอีก แต่ก็พบว่าไม่ง่าย เพราะตั้งแต่ประสุตโดนยิง ตำรวจก็ส่งคนไปประจำแทบทุกจุดในหมู่บ้าน ขยับตัวทำอะไรก็ยาก สุทินก็เร่งจะเอาของ จนยงคิดหนักว่าจะหาของจากไหนมา บังเอิญยงไปได้ยินจากกิ๊บเก๋ ว่ามีคลังเก็บวัตถุโบราณชั่วคราวของกรมศิลป์ เลยคิดแผนว่าถ้างมจากสมุทรเองไม่ได้ ก็เอาที่มันงมขึ้นมาแล้วแทน

          ตกดึกคืนหนึ่ง ยงจึงส่งทวน ลูกน้องอีกคนออกไปงัดคลังเก็บของ ทวนแอบเอาหัวเรือโบราณที่ดูมีค่าที่สุดออกมาได้ แต่ขณะที่ขนย้ายก็พบว่ายิ่งขนยิ่งหนัก ทวนขนไปถึงริมสมุทร เริ่มไม่ไหวเลยสั่งลูกน้องที่ไปด้วยให้เปิดกล่องออกดูและแทบสิ้นสติ เพราะในลังไม่มีหัวเรือแต่มีศีรษะของคนนอนเบิกตาโพลงอยู่ในนั้น ทวนจะโยนกล่องทิ้ง แต่ทุกอย่างก็จบสิ้นลงที่ตรงนั้น เพราะเช้าวันต่อมา ทวนนั่นเองคือศพถัดไปที่นอนตายอยู่ริมหาด เมธาวลัยความคิดว่ามีเหตุการณ์มันร้ายแรงขึ้นเรื่อย ๆ เลยกลับไปขอร้องมรุตให้ส่งประสุตกลับมา แต่มรุตไม่ยอม แถมยังสั่งให้ฉวีไปเฝ้าเมธาวลัยที่ระยองเพิ่ม ฉวีตามติดเมธาวลัยแจเพราะกลัวคุณทำอะไรแปลก ๆ อีก เมธาวลัยแกล้งทำเป็นสงบแต่ให้ปกรณ์แอบออกไปสืบแทน แต่ก็ถูกฉวีจับได้ ฉวีโวยวายว่าเมธาวลัยไม่ควรติดใจกับไอ้เรื่องหัวเรือบ้าบอพรรค์นั้น มันก็แค่เศษไม้จมน้ำที่ไม่มีค่าอะไร เมธาวลัยเตือนให้ฉวีอย่าพูดแบบนั้นแต่ฉวีก็ไม่ฟัง ปรากฏว่าคืนนั้นฉวีเจอผู้หญิงท่าทางเหมือนเมธาวลัยมาเรียกให้ออกไปที่สมุทร แต่ผู้หญิงคนนั้นมีผมยาวสยาย หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวพุ่งมาจะรังควาน ฉวีตื่นขึ้นมาที่ริมสมุทรพร้อมกับอาการไข้จับสั่นกลัวมากขอกลับบ้านที่สัตหีบ เมธาวลัยเลยกลับไปขอร้องมรุตอีกรอบ เพราะไม่มีใครช่วยคุณได้ดีเท่าเขา มรุตก็ยังไม่ยอมอีก เมธาวลัยจึงยื่นขอเสนอว่าขอโอกาสให้คุณกับประสุตอีกที ถ้าคราวนี้คุณกับประสุตเอาหัวเรือที่ไม่มีใครเคยกู้ขึ้นมาได้สำเร็จ พ่อจึงควรยอมให้ประสุตกลับไปกับคุณ มรุตตกลงเพราะคิดว่าเมธาวลัยไม่มีทางทำได้ คุณดำน้ำยังไม่แข็ง ประสุตก็เพิ่งจะฟื้นจากบาดเจ็บหนัก ขณะเดียวกัน ประสุตก็คิดเหมือนมรุตว่า การเอาหัวเรือขึ้นมามันยาก เขาเองก็พลาดมาแล้ว แต่เมธาวลัยให้กำลังใจประสุตว่าถ้าช่วยกันประสุตต้องทำได้ ประสุตถึงรู้สึกดีขึ้น

เรื่องย่อ “กรงกรรม” 5

พิไลได้หมอมือดีชื่ออาจารย์สมดีจากทับกฤช จึงไปรับมาเปิดโปงเรื่องที่เรณูทำคุณไสยให้คนทั้งตลาดฟัง เรณูรู้สึกอับอายมาก จึงย้ายไปอยู่พยุหะคีรีพร้อมกับวรรณา และขอให้หมอก้อนเอาคุณไสยออกจากปฐม ข้างติ๋มแค้นที่ตนถูกนายเชิดรังแกร่างกาย ไปขอให้หมอบางช่วย แต่หมอบางปฏิเสธเรื่องการทำไสยดำจนถึงแก่ความตาย ติ๋มจึงวานต๋อมพี่ชายไปหาหมอเบี้ยว เมื่อทำคุณไสยเสร็จ พิไลก็ทุรนทุราย เพ้อว่าจะมีคนมาฆ่าตลอดเวลา จนมีข่าวลือว่าพิไลอาการเหมือนผีเข้าและเรณูเป็นคนทำเพื่อให้ชำระแค้น

ติ๋มกลัวว่าเรื่องราวจะบานปลายไปถึงเรณู จึงออกไปประกาศหน้าบ้านย้อยว่าเป็นความสามารถตน ถ้าพิไลอยากหายดีก็ต้องให้พิไลมาคุยกันหน้าบ้าน ไม่เช่นนั้นประสงค์จะโดนไปด้วย ย้อยกลัวว่าประสงค์จะเดือดร้อนจึงเรียกพิไลออกมา และต้องป่าวประกาศเรื่องร้าย ๆ ที่ตนทำไว้ให้คนทั้งชุมแสงฟัง อาจารย์สมดีขอให้พิไลคลายความเคียดแค้นและความละโมบในใจออกมา พร้อมกับนึกถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์อยู่พักใหญ่จึงจะหายดี เมื่อพิไลได้สติก็ขอกลับไปอยู่ที่ทับกฤชเพราะอายราษฎร โดยอ้างว่าจะขอกลับไปบวชชี

เมื่อเรณูย้ายมาก็เปิดร้านขายข้าวเกรียบปากหม้อเพื่อให้หารายได้ ข้างปฐมปลดทหารก็กลับไปบ้าน พร้อมกับอรพรรณี ปฐมตั้งมั่นจะมาตกลงกับเรณูเรื่องลูกและเมียใหม่ของเขา แต่เรณูย้ายไปแล้วจึงไม่ได้พบกัน ปฐมกราบลาย้อย ขอไปใช้ชีวิตอยู่กับอรพรรณี ปฐมออกจากบ้านแบ้ไปแล้วจริง ๆ กมลพาจันตากลับมาเยี่ยมย้อยในเวลาต่อมา กมลกับจันตาค้าขายจนตั้งตัวได้ และเป็นสุขมาก ย้อยจึงยกตึกแถวของตนที่ปากน้ำโพให้ทั้งสอง และตั้งมั่นว่าตนจะย้ายไปอยู่ด้วยเพราะใกล้โรงพยาบาลมากกว่าที่ชุมแสง ส่วนประสงค์นั้นให้ดูแลกิจการทั้งหมดที่มีในชุมแสงต่อไป

3 ปีต่อมา ย้อยก็เหมือนมีลูกเล็กอีกคน เพราะมาลาคลอดลูกแล้วมาทิ้งไว้ให้เลี้ยง ส่วนมาลากลับไปแต่งงานที่เขากะลา ประสงค์แต่งงานกับบุญปลูก กมลแต่งงานกับจันตา วรรณาได้แต่งงานกับปลัดจินกร เรณูรับป๊อกมาอยู่ด้วยกันที่ร้านที่พยุหะคีรี โดยมีกิจการขายขนมไทย ข้าวเกรียบปากหม้อ และสาคูไส้หมูที่เป็นได้ด้วยดี ฝั่งปฐม แม้จะได้เรียนสูงและไปทำงานในบริษัทของอรพรรณี มีลูกด้วยกัน1คน แต่เขาไม่เป็นสุขเลย อรพรรณีเที่ยวเล่นทุกวัน เขาลาไปเยี่ยมแม่ที่บ้านและบังเอิญได้พบกับเรณูที่มาเยี่ยมย้อยเช่นกัน ทั้งคู่ได้เจอะกันและปรับวามรู้ความเข้าใจกัน

บั้นปลายชีวิต เบาหวานของย้อยกำเริบหนักจนต้องตัดขาทิ้ง ระหว่างพักฟื้น ปฐมตั้งมั่นขับรถกลับมาเยี่ยมแม่ แต่เกิดอุบัติเหตุรถชนจนบาดเจ็บสาหัส ย้อยได้ยินข่าวก็ช็อกจนขาดใจตายในวัย 51 ปี อรพรรณีได้ยินข่าวอุบัติเหตุมองว่ารักษาไปก็ไม่หายเป็นปกติแน่ จึงปฏิเสธเรื่องการช่วยเหลือทางการเงินใดๆ

ประสงค์และกมลจึงตัดสินใจจำนองที่ดินที่ย้อยแบ่งให้ปฐมจนหมดเพื่อให้เป็นค่ารักษา ปฐมรักษาตัวอยู่ 3 ปีก็กลับมาเป็นปกติโดยมีเรณูคอยดูแล ทั้งสองคนช่วยกันขยายกิจการร้านขนมของเรณูจนเปิดโรงงานขนมได้ และอยู่กันอย่างเป็นสุข

ท่านชายในสายหมอก 3

ความเชื่อมโยงของเจ้าชายกับขิงเริ่มพัฒนาจนเปลี่ยนเป็นความรัก ขิงได้เห็นน้ำใจของเจ้าชายที่ช่วยดูแล เมื่อยายจะโดนยึดบ้านและที่ดิน กำนันกับไอ้แก้วยื่นข้อเสนอสุดท้ายคือต้องให้ขิงมาแต่งงานกับไอ้แก้ว แล้วหนี้สินทั้งหมดถือว่าหายกันไป แต่ในที่สุดเจ้าชายก็สามารถช่วยเหลือขิงและยังช่วยให้ยายได้ไถ่ถอนบ้านคืนด้วยโดยอาศัยความเป็นลิเกหน้าหยกของตน ออดอ้อนแม่ยก

แก้วกับรุ้งคิดแผนร่วมกันเพื่อให้แยกเจ้าชายกับขิงโดยไอ้แก้วจะไปหลอกเจ้าชายมาแล้วให้รุ้งรวบหัวรวบหาง แต่ทุกอย่างผิดแผน เจ้าชายไม่มาตามนัดจนแปลงเป็นรุ้งรวบหัวรวบหางแก้วแทน หลังจากนั้นทั้งแก้วและรุ้ง เวลาเจอะกันทีไรต้องเขินใส่กันทุกที ความเชื่อมโยงที่ทำท่าจะไปด้วยดีของเจ้าชายของขิงก็หวิดล่ม เมื่อทั้งสองสมุทราะกันอย่างหนัก แต่พอเมื่อเจ้าชายขาดขิงไป เจ้าชายจึงรู้ว่าชีวิตตัวเองกำลังขาดสิ่งสำคัญในชีวิตไปและรู้ว่าตัวเองรักขิงเข้าให้แล้ว

เบื้องหน้าของชรินทร์กำลังจะปูดออกมา ชรินทร์จึงต้องตามมาฆ่าปิดปากเจ้าชาย ขิง ผู้ติดตามและพัชรีด้วยตัวเองเพราะมั่นใจในอิทธพลของตนว่าจะสามารถเคลียร์ทุกอย่างได้ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่ออิทธิพลที่ใหญ่กว่าจากกษัตริย์ที่รีบเสด็จฯมาตามเจ้าชาย ชรินทร์จึงต้องโดนจับเข้าไปชดใช้ความผิดในคุกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กษัตริย์ทรงทราบเรื่องที่เจ้าชายรักขิง ก็ทรงเขียนเช็คไม่ระบุตัวเลขให้ขิง เพื่อให้จ้างให้ขิงออกไปจากชีวิตของเจ้าชาย ขิงโกรธมากที่โดนหมิ่นศักดิ์ศรีและไม่พอใจที่เจ้าชายหลอกตนเองมาตลอดว่าเป็นคนธรรมดา เจ้าชายจะเผ่านาอธิบายกับขิง แต่ขิงไม่ฟัง ขิงตบหน้าเจ้าชายแล้ววิ่งหนีไป

ขิงกลับมาบอกกับกษัตริย์ว่าตนเองสามารถตัดใจจากเจ้าชายได้ เพราะถ้าตนเองรั้งเจ้าชายเอาไว้ มันก็เท่ากับว่าอาจจะทำให้ประเทศของกษัตริย์ต้องขาดเจ้าชายไป เมื่อมองว่าเป็นความปรารถนาของขิง เจ้าชายจึงยอมกลับไปกษัตริย์แต่ก่อนจะกลับไป เจ้าชายก็ได้ให้พัชรีสัมภาษณ์ตามที่ผู้ติดตามได้ให้สัญญาเอาไว้ พัชรีเริ่มมีชื่อขึ้นมาจากสกู๊ป“เจ้าชายในสายหมอก” พัชรีขอบคุณผู้ติดตามด้วยการหอมแก้มหนึ่งที ในสนามบิน เจ้าชายกับกษัตริย์กำลังจะเสด็จกลับ ขิงไปส่งเจ้าชายด้วยน้ำตา

หนึ่งเดือนต่อมาที่ถนนข้าวสาร ขิงกลับมาทำงานเป็นไกด์และหลอกขายของนักท่องเที่ยวเหมือนเดิม อยู่ๆก็มีเสียงแตกตื่นว่ามีเจ้าชายมา ขิงรีบวิ่งไปดู ปรากฎว่าขิงได้พบกับเจ้าชายผิวดำ ในขณะที่ขิงกำลังจะเดินผิดหวังกลับไปนั้น คุณก็ได้ยินเสียงหนึ่งที่คุณคุ้นเคยจากหลังของคุณ ขิงรีบหันไป คุณพบกับเจ้าชายซึ่งเดินออกมาจากหลังเจ้าชายผิวดำ เจ้าชายบอกว่ากลับมาจ่ายค่าจ้างที่ติดค้างขิงเอาไว้ โดยที่เจ้าชายมาในชุดลำลองสะพายเป้เหมือนที่เจอขิงวันแรกแล้วทั้งสองโผเข้ากอดกันด้วยความรักที่อัดแน่นเอาไว้ในหัวใจ

ข้ามสีทันดร 10

ม.ล.ยี่สุ่น มาคุยกับเชิญจิตขอหมั้นมิถุนาให้ลำธาร หลังจากนั้นไม่นานลายของมิถุนาก็เริ่มออก ทั้งใช้เงินเปลือง ไม่ทำงานทำการ เอาแต่ช้อปปิ้ง พูดจาหยาบคาย ซึ่งลำธารรับไม่ได้และขอเลิก แต่มิถุนาเปิดคลิปสัมพันธ์สวาทระหว่างคุณกับเขาที่แอบถ่ายไว้ขึ้นมาแบล็กเมล์ ซึ่งถ้าแม่เขาเห็นเข้าคงจะรับไม่ได้ เขาจึงต้องทนต่อไป

          ชีวาตม์ง้อกิ่งคำให้กลับมาเป็นคนเดิม แต่ดูเหมือนกิ่งคำจะไม่สนใจ พอชีวาตม์ไปทำงานคุณก็รีบมาหาเอน แต่ก็เจอดวลแทน ดวลพยายามพูดให้กิ่งคำได้คิดแล้วกลับไปหาชีวาตม์ แต่คุณก็ไม่ฟัง เอนกลับจากข้างนอกเห็นเที่ยงวันกับเดือนสิบมาตามน้องที่คอนโดจึงรีบขึ้นบันไดหนีไฟไปลากดวลออกมาจากห้อง เมื่อเที่ยงวันกับเดือนสิบขึ้นไปถึงก็พบกิ่งคำกำลังเมายาอยู่ เขาพูดเตือนสติคุณให้กลับใจและเลิกยา กิ่งคำอาเจียนจะหมดแรง เที่ยงวันเลยต้องขับรถคุณกลับมาส่งที่บ้าน แล้วกำชับให้คุณเลิกกับเอนและเลิกยาด้วย รื่นเริงออกมาเห็นพอดีจึงตามมาต่อว่าเที่ยงวันคิดว่ามาวุ่นวายกับบุตรสาวคุณ กิ่งคำมีอาการเหมือนคนแพ้ท้องทำให้รื่นเริงสงสัย

          ผู้จัดการมาขอลาออกเพราะรู้สึกผิดกับดวล เที่ยงวันถึงได้รู้ความจริงว่าเป็นแผนการของแม่ที่กล่าวโทษดวล แต่สวาทวิมลการันตีว่าคุณไม่ได้ยัดยาเสพติดให้ มีแต่เรื่องเงิน เที่ยงวันจึงเข้าใจว่าดวลยังเลิกยาไม่ได้ ดวลใช้ชีวิตเมายาอยู่กับเอนจนเอนถูกแก๊งค้ายามาทวงเงิน เอนไม่กล้าไปส่งยาใช้หนี้เหมือนเมื่อก่อนเพราะเริ่มชื่อดังและคนจำได้ เอนจึงให้ดวลทำแทน ขณะที่เขากำลังหาเหยื่อรายใหม่มาแทนกิ่งคำซึ่งคือนภางค์นั่นเอง เพราะกิ่งคำไม่มีเงินมาให้เหมือนก่อน กิ่งคำรู้สึกตัวว่าท้องแต่ไม่กล้าบอกใคร จึงตามเอนไปจนถึงออฟฟิศนภางค์ เอนไม่ยอมรับว่าเป็นพ่อเด็ก

          เที่ยงวันแอบไปดักรอกิ่งคำที่หน้าบ้านเพื่อให้ถามหาว่าเอนเอาดวลไปไว้ไหน กิ่งคำไม่ตอบ ทั้งคู่สมุทราะกัน ชีวาตม์กลับมาพอดี ทั้งคู่จึงแกล้งทำเป็นไม่มีอะไร เที่ยงวันขอตัวกลับ กิ่งคำก็รีบขึ้นห้องไป รื่นเริงหลุดปากเรื่องกิ่งคำท้องกับชีวาตม์จากที่คุณไปเห็นที่ตรวจครรภ์ของบุตรสาวในถังขยะ ชีวาตม์งงเพราะเขาไม่ได้มีอะไรกับกิ่งคำมานานแล้ว เขาเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับยุพราว่าเขาสงสัยว่าเที่ยงวันเป็นพ่อเด็ก เที่ยงวันตามเบาะแสที่ได้จากกิ่งคำมาเจอดวลกำลังส่งยา เขาจะพาดวลกลับ ดวลไม่ยอมหนีไปได้ กิ่งคำยอมช่วยเที่ยงวันกับเดือนสิบ เมื่อเอนโทร. มาคุณจึงนัดเขาแล้วบอกเที่ยงวันให้ตามไป ชีวาตม์ได้ยินทั้งคู่นัดกันจึงแอบตามมาพร้อมยุพรา ทันเห็นเที่ยงวันขึ้นรถกิ่งคำ แต่ไม่รู้ว่าทั้งคู่กำลังตามดวลที่ไปส่งยา เที่ยงวันเข้าไปคุยแต่ดวลก็หาทางหนีรอดจากเที่ยงวันไปได้อีกที แต่ไม่นานต่อมาดวลก็โทร. หาเที่ยงวัน เขาเอายาไปส่งแต่ถูกคนสวมรอยมาชิงยาไป พ่อค้ายาโกรธมากที่เขาทำของหลุดไปและกำลังตามล่าตัวเขาอยู่ เขาขอให้เที่ยงวันช่วย เที่ยงวันคิดแผนให้ดวลถูกตำรวจจับขณะเสพยา แล้วขอร้องเงินยวงให้ช่วยส่งดวลไปบำบัดที่บ้านโอบอุ้มเพื่อให้ให้พ้นจากการตามล่าของพวกแก๊งค้ายา

ท่านชายกำมะลอ 1

กระแตเป็นน้องสาวเพียงคนเดียวของยิ่งยง และมีนิสัยกระล่อนปลิ้นปล้อนไม่แพ้พี่ชาย หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นสิบแปดมงกุฏจนได้ฉายา อีสวย มือกาว กระแตมาขออาศัยอยู่กับยิ่งยงเพราะหนีการตามล่าของใหญ่ชุมพร นักเลงปักษ์ใต้ที่ตัวเองไปหักหลังและหลอกให้รัก โดยอุปโลกแต่งตั้งตัวเองเป็น ท่านหญิงกระต่ายน้อย

สองพี่น้องท่านชายและท่านหญิงกำมะลอใช้ชีวิตเสวยสุขฝันหวานอยู่ในบ้านของคุณไฉไลได้ไม่นาน ทั้งสองก็ฝันสลายเมื่อทนายความเปิดพินัยกรรมและบอกว่าคุณไฉไลมอบมรดกทั้งหมดรวมทั้งบ้านและที่ดินให้กับมูลนิธิการกุศล ยิ่งยงจะได้รับเงินเดือนเพียงเดือนละหนึ่งหมื่นบาทจากมูลนิธิเพียงแค่นั้นและมีสิทธิ์อยู่ในบ้านได้แต่ไม่มีสิทธิ์ขายทรัพย์สินใด ๆ ยิ่งยงทั้งโกรธและแค้นคุณไฉไลแต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับตามเงื่อนไข

ริซ่าเป็นปลื้มในตัวเพชรพริ้งมากถือว่าเป็นสุดยอดไอดอลของกุลสตรีผู้ดีเก่าที่คุณอยากเป็น ริซ่าจึงตีสนิทขอเป็นน้องสาวและเกาะติดเพชรพริ้งไปตามงานสังคมต่างๆอย่างกับปลิงและได้พบกับเอ๊กซ์เบิร์ดสองชายหนุ่มหล่อมาดดีจากการแนะนำของเพชรพริ้ง ริซ่าตกหลุมรักเอ๊กซ์โดยไม่รู้ว่าเขากับเบิรด์เป็นคู่เกย์นักต้มตุ๋น น้อยเป็นเด็กชายหนุ่มลูกชายคนขับสามล้อที่ติดตามข่าวในแวดวงไฮโซจากนิตยสารและอยากมีชีวิตหรูหราเหมือนกับคนรวยที่เห็นในหน้าหนังสือน้อยจึงไม่พอใจในโชคชะตาที่ตัวเองเกิดมาจนจึงมโนบอกตัวเองและคนอื่น ๆ ว่าเขาเป็นท่านชายที่หลงทางมาริซ่าขับรถชนน้อยจนได้รับบาดเจ็บพาส่งโรงพยาบาล น้อยบอกริซ่าว่าตัวเองเป็นท่านชายที่หนีออกจากวังเพราะสมุทราะกับท่านพ่อ ริซ่าจึงสงสารให้ความช่วยเหลือด้วยการชวนไปพักที่คอนโดของคุณ

น้อยแอบหลงรักริซ่าเพราะความมีน้ำใจและจิตใจที่ดีงามของคุณ เมื่อเบิร์ดกับเอ๊กซ์ได้เจอท่านชายน้อยทั้งสองต่างชอบและพยายามปลุกปล้ำ ทำให้น้อยได้รู้ความจริงว่าทั้งสองเป็นเกย์จึงบอกให้ริซ่ารู้สึกตัว แต่ทว่านอกจากริซ่าจะไม่เชื่อแล้วคุณยังโกรธและขับไล่ไสส่งน้อยออกไปจากคอนโดกระแตได้พบกับเงี๊ยบลูกชายเจ้าของร้านเพชรในคืนหนึ่งที่เงี๊ยบกำลังอกหักช้ำรักและเป็นจังหวะที่กระแตกำลังขาดเงิน กระแตจึงเข้าไปตีสนิทและมอมยารูดทรัพย์เงี๊ยบไปจนหมดตัวพร้อมกับล่องหนหายตัวไป

เจ๊หงส์และเสี่ยชินเป็นเศรษฐีใหม่พวกไฮซ้อเพิ่งจะรวย ทั้งสองอยากให้เงี๊ยบผู้เป็นลูกชายได้แต่งงานกับคนมีเชื้อสายตระกูลเก่าเพื่อให้ยกระดับสังคมของตนเองให้เป็นไฮโซเต็มขั้น ทั้งสองได้รู้จักกับท่านชายเทพยิ่งยงและท่านหญิงกระต่ายน้อย สองผัวเมียจึงคิดจับคู่ให้ลูกชายแต่เรื่องกลับตาลปัตรเมื่อเงี๊ยบเจอกระแตและจำได้ว่าคุณเคยมอมยารูดทรัพย์เขาจนหมดตัว แต่กระแตไม่ยอมรับแถมยังบีบน้ำตารับรองว่าตัวเองคือท่านหญิงกระต่ายน้อยผู้บอบบาง เงี๊ยบแค้นใจแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะเจ๊หงและเสี่ยชินไม่เชื่อว่าท่านหญิงกระต่ายน้อยคืออีสวยมือกาวและยื่นคำขาดให้เงี๊ยบจีบคุณให้ติด

ทอฝันกับมาวิน

มาวิน(วรกร ศิริสรณ์) ลูกชายคนเดียวของชนะ(พล ตัณฑเสถียร) CEOธนาคารชื่อดัง และเป็นพ่อม่ายเนื้อหอมที่ทุกคนต่างให้ความสนใจ แม่ของมาวินเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก มาวินจึงได้รับการเลี้ยงดูโดย ป้าแวว(ปวีณา ชารีฟสกุล) พี่เลี้ยงของพ่อที่เป็นคนเก่าคนแก่ ตั้งแต่เล็กจนโตมาวินถูกพ่อเลี้ยงดูอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด พอเผ่านหาวิทยาลัยก็เลือกสอบเข้าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีตามทางที่พ่อขีดไว้ให้

มาวินมีเพื่อให้นสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กอยู่หนึ่งคน คือ น็อต(ชัชชวิศ เตชะรักษ์พงศ์) เป็นเพื่อให้นแท้ที่คอยช่วยเหลือมาวินในยามคับขัน ครอบครัวของมาวินกับน็อตสนิทกันมาก เพราะชนะเป็นเพื่อให้นกับเกษม(เกริก ชิลเลอร์) พ่อของน็อต และยังมีหรรษา(กนกวรรณ บุรานนท์) แม่ของน็อต ที่พยายามเชียร์ลดา(อลิชา หิรัญพฤกษ์) น้องสาวของเกษมให้กับชนะ แต่ชนะเองก็ยังสนใจแต่เรื่องของมาวินและยังไม่พร้อมเริ่มใหม่กับใคร

ในขณะเดียวกันแบงค์(ภูมินทร์ นภาวุฒิ) อิจฉามาวินมาตั้งแต่เด็ก เพราะถูกกอบเกียรติ(โอลิเวอร์ พูพาร์ต) พ่อของแบงค์กับกิ่งแก้ว(พรนภา เทพทินกร) แม่ของแบงค์ เปรียบเทียบกับมาวินอยู่ตลอดเวลา แต่ลูกแพร์(ศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล) น้องสาวของแบงค์กลับชอบและชื่นชมมาวินแบบสุดๆ ซึ่งนั่นทำให้แบงค์เกิดความริษยาและต้องการเอาชนะมาวินให้ได้ แบงค์เป็นแฟนกับโมน่า(รัตน์ฟ้า ไชยชื่นจิตต์) บุตรสาวของเจ้าแม่อฆ่าิมทรัพย์อย่าง วิภาดา(สิรินยา บิชอฟ) ลึกๆ แล้วโมน่าก็แอบชอบมาวินอยู่เหมือนกัน

วันหนึ่งมาวินเปิดประตูเข้าห้องเรียนผิดและได้พบกับทอฝัน(อังศุมาลิน สิรงามศักดิ์เมธา) มาวินตกหลุมรักทอฝันตั้งแต่ต้นเห็น โชคดีที่น็อตเป็นกูรูเรื่องสาวสวยมหาวิทยาลัย จึงรู้ว่าทอฝันกำลังแสดงละครเวทีของชมรมละครและพามาวินมาดู ตั้งแต่นั้นมามาวินก็พยายามจีบทอฝันโดยขอร้องจาก หมวย(ภัชธร ธนวัฒน์) เพื่อให้นสนิทของทอฝัน แต่ทอฝันกลับไม่ปลื้มคุณหนูอย่างมาวินเอาซะเลย เพราะคุณมาจากครอบครัวฐานะปานกลาง ทะนง(พลวัฒน์ มนูประเสริฐ) พ่อของคุณรับข้าราชการครู ส่วนเหมือนฝัน(รัชนก แสงยกโต) เป็นแม่บ้านทำขนมขาย แม้จะไม่ร่ำรวย แต่ทุกคนในครอบครัวก็แฮปปี้

นอกจากทอฝันจะไม่ถูกชะตาแล้ว มาวินยังเจออุปสรรคสำคัญอย่างกวี(ธีธัช จรรยาศิริกุล) เพื่อให้นสนิทของทอฝันที่แอบรักทอฝันอยู่ แต่มาวินก็ไม่ละความพยายาม เขายอมทำทุกอย่างแม้กระทั่งเปลี่ยนวิธีการแต่งตัวให้ดูเซอร์ๆ ติดดินเหมือนกวี แต่หนทางดูริบหรี่

ม่านดอกงิ้ว 4

การประจันหน้ากันระหว่างไลลาและมีนรญาเกิดขึ้นในงานเมื่อเกิดเหตุตบตีกันในงานระหว่างพริตตี้ตัวท็อปของแวดวง อย่าง อิงฟ้า ศัตรูหมายเลขหนึ่งของไลลา หมั่นไส้ที่ไลลาได้เป็นพริตตี้ที่โดดเด่น เลยทนไม่ไหว ไลลาที่เห็นภาคินควงมีนรญามาในงานก็อยากเป็นที่สนใจ เลยใช้อิงฟ้าเป็นเครื่องมือ กลั่นแกล้งจนอิงฟ้าทนไม่ไหว สุดท้ายก็ตบกันกลางงานมอเตอร์โชว์

ถ้าเป็นปกติ ไลลาไม่มีวันยอมแพ้ ตบเป็นตบ แต่ถ้าเพื่อให้ผู้ชายที่ชื่อภาคิน ต้องให้เจ็บตัวมากกว่านี้ ไลลาก็ยอม ด้วยมารยาพันเล่มเกวียน ไลลาสวมบทพริตตี้ที่แสนดี ไม่สู้คน ยอมให้อิงฟ้าตบ ร้องห่มร้องไห้ วายุ และเวฬุรี ลูกน้องของภาคิน ถึงขึ้นกุมขมับ ต้องเข้าไปห้ามก่อนงานจะพัง ภาคินเองต้องผละจากเมียสาวเข้าไปดูความเรียบร้อยก่อนที่ลูกค้าจะหนีกระเจิง ไลลาเห็นภาคินไม่รอช้า ทำเป็นล้มลงไปแทบเท้าด้วยใบหน้าบอบช้ำ สำออยสุดพลัง และภาคินก็กลายเป็นเหยื่อของความสงสาร เขาเข้าไปช่วยพยุงไลลา และสั่งให้วายุ เวฬุรี จัดการลงโทษอิงฟ้า และดูแลไลลาให้เรียบร้อย

ไลลายิ้มมุมปาก เมื่อเห็นเหยื่อติดเบ็ด แผนการแรกที่จะได้ใกล้ชิดกับภาคินสำเร็จ !
ถ้าเป็นแต่ก่อน มีนรญาเห็นภาพของภาคินช่วยเหลือผู้หญิงคนอื่นคงไม่รู้สึกอะไร แต่หลังจากเหตุการณ์ในงานแต่งงาน ความระแวงสะสมในอกเริ่มแผลงฤทธิ์ทำให้คุณไม่ไว้ใจภาคิน เซ้นส์ของผู้หญิงด้วยกันดูออก แค่สบตาไลลา มีนรญาก็รู้แล้วว่าทุกอย่างเป็นการแสดง แต่ท่ามกลางคนอย่างมาก คุณจำเป็นต้องรักษาหน้าตัวเองเอาไว้ ทำตัวเป็นเมียที่แสนดี อ่อนหวานแต่ลับหลังนะเหรอ….เป็นมารร้ายชัดๆ
เมียที่อยู่กับความหวาดระแวงแปลงเป็นนางมารร้ายด้วยคำยุยงของ ลลิตาเพื่อให้นสนิทที่มีทักษะพิเศษนอกจากการเป็นรองนางงามและแม่สุดเก่งของลูกสองคนก็คือการจับผิดสามี ต้อนกิ๊กให้อยู่มือ พอเห็นภาพในโซเซียลที่ภาคินช่วยไลลาเอาไว้ สายตาของไลลาสะดุดใจเซียนจับกิ๊ก เตือนให้มีนรญาระวัง มีนรญาเองก็ไม่พอใจแต่ก็พยายามเก็บอาการเอาไว้ เพราะระยะนี้ภาคินดูแลเอาใจใส่คุณดีอยู่แล้ว ทั้งยังยังมีแผนจะไปฮันนีมูนเร็วๆ นี้ อีกด้วย แต่ลลิตาไม่วางใจเลยไปปรึกษา อารียา นักสืบจับกิ๊กชั้นต้นๆ ของแวดวง เรียกว่าสามารถจับกิ๊กได้อยู่มือ หลักฐานพร้อม และที่สำคัญ ยังกินตำแหน่งเพื่อให้นของลลิตาและมีนรญาอีกด้วย อารียาแปลงเป็นสาวไม่มีคู่คนเดียวในกลุ่ม ที่ปฏิญาณตัวเองว่าจะไม่แต่งงานตลอดชีวิต เพราะครอบครัวของคุณแตกเพราะพ่อมีเมียน้อย แถมยังพาเมียน้อยเผ่านาอยู่ในบ้านทำให้แม่เสียใจ ยิ่งทำงานเป็นนักสืบจับกิ๊ก เห็นชีวิตคู่ล่มมาเยอะ เลยคิดว่าชาตินี้จะเป็นไม่มีแฟน ถึงขนาดจองบ้านพักคนชราเอาไว้อยู่ยามแก่แบบหญิงไม่มีแฟนเรียบร้อยแล้วด้วย

มนตรามหาเสน่ห์

พุดซ้อน นางรำตัวยกโรงของ แม่ครูฟัก เจ้าของคณะนางรำที่เคยเลื่องชื่อ ความสวยของพุดซ้อนทำให้คณะนางรำแม่ครูฟักกลับมามีงาน และชื่อเสียงอีกรอบ ตาบ คนรับใช้ประจำตัวของพุดซ้อนที่มีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์จากแผลไฟไหม้ และมือที่คดงอ แถมยังนิสัยไม่ดี ตาบอิจฉาริษยา พร้อม สาวใช้อีกคนในเรือน พร้อมไม่ใช่ผู้หญิงสวยแถมยังมีปานบนในหน้า แต่ก็มีแต่คนรักใคร่ รวมทั้งเพื่อให้นสนิทอย่าง ช้อง ที่เป็นคู่หูไปไหนไปกัน พร้อมมีพี่ชายคือ พุ่ม เป็นมือระนาดของคณะ แต่ทุกคนในคณะเข้าใจว่าพุ่มคือสามีของพร้อม เพียงเพราะพุ่มต้องการปกป้องน้องจาก คุณชิด ลูกชายแม่ครูฟัก ที่มีนิสัยชอบเอาบ่าวในเรือนมาทำเมีย คุณชิดมี พวง เมียบ่าวผู้จงรักภักดี เทิดทูลและพร้อมที่จะเสียสละทุกสิ่งเพื่อให้เขา

แต่แล้ววันหนึ่งตาบก็ล่วงรู้ความลับของพุดซ้อน ว่าคุณไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาสวยเช่นนี้ และเป็นเพียงสาวแก่วัย 50 ปี แต่ด้วยอำนาจมนตรามหาเสน่ห์จึงทำให้พุดซ้อนสวยดั่งสาววัย 20 อีกที พุดซ้อนท่องมนต์ และอาบน้ำจันทร์ทุกคืนวันเพ็ญ เพื่อให้คงความสวยนี้ไว้ ภายหลังที่ตาบรู้ความลับทั้งพุดซ้อนและตาบก็หายไปจากเรือน คุณปรุง โปลิศชายหนุ่ม เผ่านารับหน้าที่ดูแลคดีการหายไปของทั้งพุดซ้อนและตาบ โดยมีพร้อมคอยช่วยเหลือเรื่องคดี ทำให้ทั้งสองเกิดความรู้สึกดีต่อกัน แต่คุณปรุงต้องหักห้ามใจ เพราะเข้าใจว่าพร้อมมีพุ่มเป็นผัวอยู่แล้ว และคุณปรุงเองก็มี สมร หญิงสาวเพียบพร้อมที่พ่อและแม่จัดหาไว้หวังให้เป็นคู่หมาย

ภายหลังที่พุดซ้อนหายไปไม่นาน แม่บุญเรือง หญิงสาวที่สวยทุกกระเบียดนิ้ว ก็เผ่านาสมัครเป็นนางรำ แต่บุญเรืองกลับมีนิสัยที่ไม่ดี มักแกล้งพร้อมด้วยความเกลียดชัง จนพร้อมแปลกใจว่านิสัยกลุ่มนี้ช่างเหมือนกับตาบเหลือเกิน เมื่อบุญเรืองเผ่านาอยู่ในคณะคุณชิดก็ให้ความสนใจในตัวบุญเรืองอย่างออกนอกหน้า แต่แล้ววันหนึ่งคุณชิดก็มาเห็นบุญเรืองอยู่กับพุ่มสองต่อสอง โดยที่บุญเรืองอ้างว่าพุ่มพยายามจะข่มเหงตน คุณชิดโกรธมากจนพลั้งมือแทงพุ่มจนตายต่อหน้าต่อตาพร้อม บุญเรืองเห็นท่าไม่ดีจึงพยายามปิดปากพร้อมอีกคน คุณชิดและบุญเรืองเอาทั้งคู่ไปทิ้งแม่น้ำ แต่พร้อมกลับรอดชีวิต โดยได้รับการช่วยเหลือจาก ป้าชุบ พร้อมเสียใจและแค้นมากที่พุ่มตายไป พร้อมอยากเอาคืนทุกคนที่ทำลายชีวิตตน ป้าชุบ การันตีจะช่วยพร้อม ด้วยคาถามนตรามหาเสน่ห์อีกรอบ จนพร้อมสวยไร้ที่ติ พร้อมกลับมาที่คณะนางรำในฐานะ พริ้ม ทำให้คุณปรุงที่โศกเศร้าจากการหายไปของพร้อม ก็ได้เจอพริ้มผู้หญิงที่เหมือนพร้อมมากเหลือเกิน แถมคุณชิดมีท่าทีสนใจพริ้มแทนที่บุญเรือง ทำให้บุญเรืองตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมายอีกทีไปที่คุณปรุง แต่คุณปรุงก็ยังมีสมร คู่หมายที่รับรองว่าอย่างไรตนก็ต้องได้แต่งงานกับปรุง

ลิขิตรัก ตะวันและจันทรา (The Moon That Embraces the Sun) ตอนที่ 1

ละครเรื่องนี้เปิดฉากด้วยคำพูดของพระพันปี "ชองฮี" (รับบทโดย "คิม ยองเอ") ที่หยิบยกเรื่องราวในตำนานมาเล่าเป็นเชิงเปรียบเทียบให้ "ยูน เทฮยอง" (รับบทโดย "คิม อึนซู") ฟัง โดยกล่าวว่า ครั้งหนึ่งโลกเราเคยมีพระอาทิตย์และพระจันทร์อย่างละ 2 ดวง ทำให้กลางวันร้อนจัด ส่วนกลางคืนก็หนาวเหน็บเกินทน สิ่งมีชีวิตทั้งปวงจึงต่างพากันเดือดร้อนทุกข์ยากถึงขั้นเกิดกลียุค  และและก็มีวีรบุรุษผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้น เขาเล็งธนูขึ้นฟ้าแล้วยิงพระอาทิตย์และพระจันทร์ตกลงมาอย่างละหนึ่งดวง โลกจึงสงบสุขนับแต่นั้นมา

* พระพันปีที่ว่าเป็นพระมารดาของพระเจ้าซองโจ ซึ่งเป็นพระราชาองค์ปัจจุบันของราชวงศ์โชซอน (เหตุเพราะละครเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนวนิยาย เรื่องราวและตัวละครทั้งหมดจึงถูกสมมุติขึ้นทั้งสิ้น) 

พระพันปีต้องการบอก ยูน เทฮยอง ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานว่า ในช่วงเวลาคับขันหรือเกิดเหตุเภทภัย จำเป็นต้องมีวีรบุรุษผู้กล้ามาช่วยแก้ไขสภาวะให้ แต่พระองค์กลัวว่าบัลลังก์ของพระโอรสจะถูกโหยกเหยกเสียก่อน จึงไม่อาจทนรอจนกว่าจะมีวีรบุรุษมาปรากฏกาย ดังนั้น ยูน เทฮยอง จึงต้องแสดงความจงรักภักดีด้วยการเป็นวีรบุรุษเสียเอง เพราะท้องฟ้ามีพระอาทิตย์ได้เพียงดวงเดียว เช่นเดียวกับบัลลังก์ของพระราชาที่มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

กลางดึกคืนหนึ่ง กลุ่มนักฆ่าชุดดำพากันบุกเข้าไปภายในบ้านหลังใหญ่ และจัดฉากสร้างหลักฐานเท็จด้วยการนำยันต์สีเหลืองไปติดไว้ที่เสาบ้าน และฝังเอกสารอะไรบางอย่างเอาไว้ใต้ดิน หนึ่งในนั้นตรงไปที่ห้องนอนของเหยื่อเพื่อให้ลอบฆ่า แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ทันใดนั้น ก็มีดาบจ่อเข้าที่คอของนักฆ่า และคนที่ถือดาบก็คือ "องค์ชายอึยซอง" พระอนุชาต่างมารดาของพระเจ้าซองโจ (ซึ่งเป็นพระอาทิตย์ดวงที่สองที่พระพันปีต้องการกำจัด ถึงแม้ว่าทั้งสองพระองค์จะมีความเชื่อมโยงอันดีต่อกันก็ตาม)

แม้เป็นข้างได้เปรียบในตอนแรก แต่ไม่นานองค์ชายอึยซองก็กลายเป็นข้างเพลี่ยงพล่ำหลังถูกมีดสั้นของนักฆ่าปักเข้าที่ไหล่ ในเวลาเดียวกันนั้น ธิดาเทพนามว่า "อารี" ก็สะดุ้งตื่นด้วยความตระหนกตกใจ คุณรู้ว่ากำลังจะมีเหตุนองเลือด  และองค์ชายก็ตกอยู่ในอันตราย จึงคิดที่จะออกไปดูด้วยความเป็นห่วง โดยไม่สนใจคำเตือนของเพื่อให้นรักซึ่งเป็นธิดาเทพเช่นกัน

* ละครเรื่องนี้เรียก "ตำหนักเทพ" ว่า "ซองซูชอง"  ซึ่งมีสถานะเป็นกรมหนึ่งในวังหลวง (ทำหน้าที่เหมือนกรมโหรสมัยโบราณในบ้านเรา แต่โหรหลวงและผู้ประกอบพิธีกรรมจะเป็นหญิงทั้งหมด) จึงขอใช้คำว่า "ซองซูชอง"  แทน "ตำหนักเทพ"  ในที่นี้

ระหว่างนั้น องค์ชายอึยซองพยายามยื้อชีวิตด้วยการต่อสู้กับเหล่านักฆ่าแบบสี่รุมหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ถูกฟันเข้าที่กลางหลังจนทรุดลงไปกองกับพื้น นักฆ่าคนหนึ่งเงื้อดาบขึ้นหมายฆ่าองค์ชายอึยซอง แต่และจากนั้นก็มีเสียงชายคนหนึ่งสั่งห้ามเอาไว้ และเขาคนนั้นก็คือ "ใต้เท้ายูน" หรือ "ยูน เทฮยอง" นั่นเอง

องค์ชายอึยซองทั้งโกรธและแค้นใจ เพราะก่อนหน้านี้ใต้เท้ายูนเคยมาพบองค์ชายที่ตำหนักนอกวังหลายครั้ง เพื่อให้ขอให้พระองค์ช่วยหนุนหลังโดยหวังที่จะมีอำนาจและได้เป็นใหญ่ในราชสำนัก ด้วยรู้ว่าพระราชาทรงไว้วางใจองค์ชายอึยซองมาก แต่องค์ชายไม่ยอมช่วยเหลือ ทั้งยังดูถูกว่าเขาไม่คู่ควรกับตำแหน่งขุนนางใหญ่ในราชสำนัก ใต้เท้ายูนจึงหันไปพึ่งใบบุญพระพันปี

องค์ชายอึยซองถามว่าที่เขาทำเช่นนี้ เป็นเพราะต้องการเปลี่ยนแผนหรือหาคนหนุนหลังได้แล้วกันแน่ ใต้เท้ายูนตอบว่าเขาคิดที่จะให้พระราชาเป็นผู้หนุนหลังนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป   องค์ชายอึยซองกล่าวว่าพระเชษฐาของพระองค์ (พระราชา) ไม่ใช่คนหูเบา จึงไม่มีวันหลงเชื่อคำกล่าวเพ็ดทูลของใต้เท้ายูนอย่างแน่ๆ  (ที่ผ่านมาองค์ชายอึยซองเหมือนที่ปรึกษาของพระราชา หากพูดหรือให้ความเห็นสิ่งใด พระราชามักเห็นด้วยเสมอ)  ใต้เท้ายูนยิ้มเยาะแล้วบอกว่า องค์ชายไม่มีโอกาสเข้าเฝ้าพระราชาอีกแล้ว เพราะเขาจะเป็นคนส่งองค์ชายขึ้นสวรรค์ด้วยตัวเอง

ก่อนลงมือฆ่า ใต้เท้ายูนบอกองค์ชายอึยซองว่า พระสหายคนสนิทกำลังรอพระองค์อยู่บนสรวงสรรค์ พอรู้ว่าคนสนิทกลายเป็นเป้าฆ่าด้วยเช่นกัน องค์ชายอึยซอก็คว้าดาบแล้วพยายามลุกขึ้นหมายชำระแค้น แต่แล้วหลังจากนั้นก็ถูกดาบของใต้เท้ายูนฟันเข้าที่คออย่างจัง

อารี ตกตะลึงตาค้างเมื่อเห็นองค์ชายถูกฆ่าต่อหน้าอย่างเหี้ยมโหด ใต้เท้ายูนรู้สึกได้ว่ามีคนแอบดูจึงหันหลังกลับไปมอง พอเห็นอารียืนช็อคอยู่ทางด้านหลังกำแพง ใต้เท้ายูนก็สั่งให้ลูกสมุนออกไล่ล่า อารีวิ่งหนีกลุ่มนักฆ่าเข้าไปในป่า แต่แล้วกลับพบว่าตัวเองกำลังจนมุม กลุ่มนักฆ่าคิดว่าอารีหมดทางหนีจึงพากันถือดาบเดินเข้าหาอย่างใจเย็น อารีรู้สึกหวาดกลัวจึงลืมตัวถอยหนีทำให้พลัดตกหน้าผาในที่สุด 

เหล่านักฆ่าพากันออกตามหาร่างของอารี แต่ก็พบเพียงโบว์ผูกผมสีแดงที่บ่งบอกว่าเป็นคนของ "ซองซูชอง"  หัวหน้าทีมนักฆ่าจึงสั่งให้ลูกน้องตามล่าอารีต่อไป คืนนั้นหัวหน้าธิดาเทพเรียกสมาชิกทุกคนมารวมตัวกันเพื่อให้สำรวจว่ามีใครหายตัวไปหรือเปล่า ในที่สุดคุณก็พบว่าอารีหายตัวไป

ใต้เท้ายูนเข้าเฝ้าพระพันปีเพื่อให้กล่าวว่า คนของซองซูชองที่ชื่ออารีรู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แม้จะยังหาตัวคุณไม่พบ แต่คาดว่าคงจะจับตัวคุณได้เร็วๆ นี้แน่ๆ พระพันปีไม่รู้สึกเป็นห่วงเมื่อทราบว่าอารีหนีรอดไปได้ ทั้งยังคิดว่าโชคกำลังเข้าข้าง เพราะในอดีตอารีเคยเป็นทาสรับใช้ครอบครัวองค์ชายอึยซอง พระองค์คิดแผนปล่อยข่าวว่าทั้งคู่มีใจให้กัน และอารีก็หวังให้คนรักของคุณได้ขึ้นครองบัลลังก์จึงใช้เครื่องรางของขลังเข้าช่วย ใต้เท้ายูนเป็นห่วงเรื่องหลักฐานที่จะนำมาใช้ปักปรำอารี พระพันปีบอกว่าเรื่องนั้นไม่มีปัญหาเพราะโหรหลวงหญิงที่ซองซูชอง (หัวหน้าธิดาเทพ) เป็นคนของพระองค์ สิ่งที่ใต้เท้ายูนต้องทำในตอนนี้ก็คือเขียนรายงานขึ้นกราบทูลพระราชาว่า องค์ชายอึยซองและอารีร่วมกันคิดแผนก่อกบฏ

พระเจ้าซองโจอ่านรายงานแล้วรู้สึกข้องใจ เพราะในรายงานกล่าวว่าพระอนุชาต่างมารดาถูก "ฮอง มานโฮ" ซึ่งเป็นขุนนางใหญ่และเพื่อให้นสนิทฆ่าหลังมีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องการก่อกบฏ แถมฮอง มานโฮ ยังฆ่าตัวตายเพราะสำนึกผิด โดยทิ้งจดหมายลาตายเอาไว้ด้วย

หัวหน้าธิดาเทพถูกเรียกตัวมาเข้าเฝ้า เพื่อให้ตีความสัญลักษณ์ที่ปรากฏบนยันต์ (หนึ่งในหลักฐานเท็จที่พบภายในตำหนักขององค์ชาย) คุณได้รับคำสั่งจากพระพันปีให้ใส่ร้ายป้ายสีอารีและองค์ชายอึยซอง จึงกราบทูลว่า ยันต์ดังที่กล่าวถึงแล้วมีไว้เพื่อให้เรียกพลังพระอาทิตย์ (พระอาทิตย์ หมายคือพระราชา) การที่องค์ชายอึยซองนำยันต์มาติดไว้ที่บ้าน เป็นเพราะต้องการเสริมพลังอำนาจบารมีเพื่อให้จะได้มีโอกาสขึ้นครองบัลลังก์ และยันต์ใบนี้ก็ลงอักขระและผ่านการทำพิธีปลุกเสกโดยคนของสำนักซองซูชองที่มีชื่อว่า "อารี"

หลังได้รับบาดเจ็บและต้องหลบหนีอยู่ในป่าตลอดทั้งคืน  อารีก็หมดแรงล้มลงหน้าเกี้ยวของนายหญิงชินซึ่งท้องแก่ใกล้คลอดและกำลังจะเดินทางเข้าไปในเมือง เมื่อมองว่าอารีบาดเจ็บสาหัสนายหญิงชินจึงพาคุณขึ้นเกี้ยวไปด้วยโดยไม่รู้ว่ามีการตั้งด่านสกัดจับ "กบฏหลบหนี" ที่หน้าประตูเมือง ทำให้มีการตรวจตราคนที่จะเดินทางเข้าเมืองหลวงอย่างเข้มงวด หญิงรับใช้ประจำตัวนายหญิงชินเห็นรูปอารีในประกาศจับก็รู้สึกสะดุ้ง  คุณพยายามหาทางบ่ายเบี่ยงเพื่ิอไม่ให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นภายในเกี้ยว โดยอ้างว่าการตรวจค้นเกี้ยวของหญิงที่มาจากตระกูลขุนนางเป็นเรื่องไม่เหมาะสม แต่เจ้าหน้าที่กลับเดินเข้าไปเปิดหน้าต่างแล้วเชิญนายหญิงชินลงมาจากเกี้ยว 

นายหญิงชินเอามือลูบท้อง เพื่อให้ให้เจ้าหน้าที่คิดว่าคุณกำลังท้องแก่ใกล้คลอด (อารีหลบอยู่ใต้กระโปรงนายหญิงชิน) พลางบอกว่า คุณไม่ค่อยสบายตัวและรู้สึกเหนื่อยมาก เพราะเพิ่งจะเสร็จจากการอธิษฐานขอพรให้ลูกน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทั้งยังขยับตัวค่อนข้างลำบาก หากมีข้อสงสัยอะไรขอเชิญตามไปพิจารณาที่บ้าน พอเจอมุกนี้เข้าเจ้าหน้าที่จึงยอมให้ผ่านเข้าเมืองไปแต่โดยดี

หลังเกี้ยวของนายหญิงชินเคลื่อนออกจากจุดตรวจ เจ้าหน้าที่ก็พบว่ามีรอยเลือดที่พื้น เมื่อหันกลับไปดูที่เกี้ยวก็เห็นเลือดสดๆ กำลังหยดลงมา จึงสั่งให้หยุดเกี้ยวและขอตรวจค้น ครั้นพอเจ้าหน้าที่เปิดหน้าต่างดูก็พบว่านายหญิงชินกำลังร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ทั้งยังมีเลือดออกจำนวนไม่ใช่น้อย สาวใช้โวยวายดังลั่นว่าต้องรีบพานายหญิงกลับบ้าน ถ้าหากเด็กในท้องนายหญิงเป็นอะไรไป ต้องแปลงเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ เพราะพ่อของเด็กเป็นถึงท่านทูต เจ้าหน้าที่ได้ยินดังนั้นจึงรีบอนุญาตให้นายหญิงชินผ่านเข้าเมืองไป

อารีซาบซึ้งใจมากที่นายหญิงชินยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ช่วยเหลือคุณ นายหญิงชินบอกว่าความจริงแล้วลูกในท้องของคุณต่างหากที่ช่วยอารีเอาไว้ เพราะตอนนั้นคุณรู้สึกอย่างกับว่ากำลังจะขาดใจตายจริงๆ อารีมองท้องของนายหญิงแล้วบอกว่าลูกในท้องของคุณงดงามดุจดวงจันทร์ และจะเกิดมาเป็นหญิงผู้สูงศักดิ์ อารีเห็นภาพอนาคตของเด็กในท้องว่าจะได้เกี่ยวข้องกับคนในราชวงศ์ แต่จะพบกับชะตากรรมอันโหดร้ายที่อาจนำไปสู่ความตาย (อารีมองเห็นหลุมศพ)

ก่อนแยกทางกัน นายหญิงชินบอกอารีว่า ถึงคุณจะไม่ใช่แม่หมอแต่ก็พอดูออกว่าอารีไม่ใช่คนเลว อารีมองตามเกี้ยวด้วยสำนึกในบุญคุณและเป็นห่วงอนาคตของเด็กในท้อง จึงวิ่งตามเกี้ยวนายหญิงชินแล้วให้คำมั่นสัญญาว่า คุณจะช่วยปกป้องเด็กในท้องของนายหญิงถึงแม้ว่าจะไม่อยู่บนโลกใบนี้รวมทั้งตาม

หลังแยกทางกับนายหญิงชินแล้ว อารีก็ถูกจับและโดนทรมานอย่างหนักต่อหน้าเหล่าธิดาเทพ เพื่อให้บีบบังคับให้ยอมรับยอมรับสารภาพ ใต้เท้ายูนยกยันต์สีเหลืองให้อารีดูแล้วถามว่าใครเป็นคนสั่งให้คุณทำยันต์นี้ขึ้นมา อารีปฏิเสธว่าคุณไม่รู้เรื่องและยันต์นั่นก็ไม่ใช่ของคุณ แต่ใต้เท้ายูนยังคงคาดคั้นและขู่ให้อารียอมรับรับสารภาพ อารียืนกรานอย่างเหนื่อยอ่อนว่าคุณไม่รู้เห็นและไม่ได้เป็นคนเขียนยันต์ที่ว่า จึงไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าใครคือผู้บงการ

ใต้เท้ายูนพยายามบีบบังคับให้อารียอมรับยอมรับสารภาพโดยอ้างว่ามีหลักฐานชี้ชัดว่าคุณเป็น "กบฎ"  อารีได้ยินข้อกล่าวหาแล้วรู้สึกโกรธ จึงจ้องหน้าใต้เท้ายูนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดว่า หากจะมีใครสักคนเป็นกบฏ คนๆ นั้นก็คือ ใต้เท้ายูนซึ่งเป็นคนจัดฉากและสร้างหลักฐานเท็จทั้งหมดขึ้นมา

ใต้เท้ายูนขู่ว่าจะตัดลิ้นและตัดคออารี หากคุณยังไม่ยอมพูดความจริง อารีรู้สึกตัวดีว่าถึงยังไงคุณก็หนีความตายไปไม่พ้นจึงพูดทิ้งทวนว่า…

"ไอ้คนสารเลว! คิดหรือว่ามีข้าคนเดียวที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด คิดหรือว่าฆ่าปิดปากข้าแล้วเรื่องจะจบ ผิดแล้วไอ้คนชั่ว ยังมีเทพธิดาแห่งรัตติกาลที่เฝ้าดูเจ้าอยู่ เลือดของชายผู้นั้นไม่ใช่สิ่งเดียวที่ไหลชโลมลงบนคมดาบของเจ้าในค่ำคืนนั้น หากยังมีแสงจันทร์ทาบทอลงบนดาบของเจ้าด้วย คอยดูก็แล้วกัน สักวันแผนชั่วของเจ้าจะถูกเปิดโปงภายใต้แสงจันทร์ และแสงจันทร์นี่แหล่ะที่จะทำให้เจ้าอายุสั้นลง"

หลังจบการไต่สวน อารีถูกนำตัวไปขังเพื่อให้รอรับโทษประหารในวันรุ่งขึ้น นกยองเพื่อให้นรักของอารีติดสินบนเจ้าหน้าที่แล้วรีบเผ่านาเยี่ยมอารีในคุก พลางตำหนิอารีที่ดื้อรั้นไม่ยอมฟังคำเตือนของคุณจนต้องพบกับชะตากรรมอันเลวร้าย อารีบอกว่า คุณไม่เคยหวังให้องค์ชายขึ้นครองบัลลังก์แทนพระราชาตามที่ถูกกล่าวหา และองค์ชายเองก็ไม่เคยคิดเช่นนั้นด้วย นกยองเสียใจที่คุณรู้ความจริงทุกอย่างแต่กลับช่วยเพื่อให้นรักไม่ได้  จึงคิดที่จะไปกราบทูลความจริงให้พระราชาทรงทราบ แต่กลับถูกอารีห้ามไว้

อารีรู้ว่าถึงยังไงก็ไม่มีใครช่วยคุณได้ จึงฝากฝังนกยองให้ช่วยปกป้องเด็กหญิงคนหนึ่งแทนคุณ โดยบอกแต่เพียงว่า ครอบครัวของเด็กจะพังพินาศหากเด็กคนนั้นเข้าใกล้พระอาทิตย์มากเกินไป แต่เด็กจะเกิดมาพร้อมกับดวงชะตาที่ต้องอยู่ใกล้เคียงและคอยปกป้องพระอาทิตย์ อารีขอร้องให้นกยองช่วยปกป้องเด็กคนนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นกยองพยายามถามว่าเด็กคนนั้นคือใคร แต่ก็ถูกทหารยามลากตัวออกจากคุกไปเสียก่อน

วันรุ่งขึ้นอารีถูกนำตัวไปประหารกลางแจ้งด้วยการแยกร่าง ระหว่างถูกมัดแขนขาคุณมองขึ้นไปบนท้องฟ้าและเห็นภาพพระอาทิตย์แยกออกเป็นสองดวง ต่อด้วยภาพองค์ชายสองพี่น้อง และบุตรสาวของนายหญิงชินซึ่งมีสถานะเป็นองค์หญิงรัชผู้สืบสกุล (พระคู่หมั้นขององค์รัชผู้สืบสกุล) คุณจึงเอ่ยขึ้นว่า "พระอาทิตย์ 2 ดวง และพระจันทร์เพียงหนึ่งเดียว… ขอท่านทั้งสามจงอยู่รอดปลอดภัย" เมื่ออารีพูดจบการประหารก็เริ่มขึ้นทันที

ระหว่างที่อารีกำลังถูกประหาร นายหญิงชินก็ให้กำเนิดบุตรสาวนามว่า "โฮ ยอนอู"  ซึ่งเป็นชื่อที่สามีของคุณตั้งเอาไว้ให้ ก่อนที่เขาจะเดินทางไปเป็นทูตที่ต้าหมิง (คุณและสามีมีลูกชายคนโต ชื่อ "โฮ ยอม")

13 ปีต่อมา ในวังหลวงมีการจัดพิธีประกาศเกียรติคุณและเฉลิมฉลองให้เหล่าบัณฑิตที่สอบขุนนางได้คะแนนสูงสุด และเหตุเพราะเป็นราชพิธีที่จัดขึ้นต่อหน้าพระพักตร์พระราชา จึงมีการเตรียมงานอย่างมากใหญ่ แต่ทว่าอาหาร เสื้อผ้า และข้าวของอะไรบางอย่างที่เตรียมไว้ได้หายไปจำนวนหนึ่ง แม้แต่องค์ชายฮวอน ซึ่งเป็นองค์รัชผู้สืบสกุลที่ยังอยู่ในวัยเยาว์ (15 ปี) ก็พลอยหายตัวไปด้วยเช่นกัน

ในตอนนั้นองค์ชายรัชผู้สืบสกุลแอบโดดเรียน แล้วมาหลบอยู่ภายในห้องร้างโดยมีอาหารและข้าวของสำหรับใช้ในราชพิธี (ที่หายไปจากรอบๆงาน) ตั้งเรียงรายอยู่บนโต๊ะ พระองค์เปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อให้ไม่ให้เป็นจุดสนใจจะได้หนีออกจากวัง (รอบๆตำหนักเงาจันทร์) โดยไม่ถูกจับได้เสียก่อน จากนั้นก็ทานอาหารให้อิ่มท้อง แถมยังตุนของว่างและของใช้บางสิ่งติดตัวไปเพียบ

ในเวลาเดียวกันนั้น นายหญิงชินและ "ยอนอู" บุตรสาวคนเล็ก ต่างเดินทางมาร่วมพิธีที่วังหลวง เหตุเพราะ ยอม (พี่ชายยอนอู) เป็นหนึ่งในบัณฑิตที่ต้องรายงานตัวหน้าพระพักตร์ในพิธีดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว นอกจากนี้ โฮ ยองแจ (พ่อของยอนอู) ซึ่งเป็นราชบัณฑิต ก็ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเช่นกัน (โดยยืนข้างเคียงใต้เท้ายูน ซึ่งได้เลื่อนตำแหน่งเป็น "เสนาบดี" ประจำกรมวัง มีหน้าที่ควบคุมดูแลการแต่งตั้ง โยกย้าย และสรรหาบุคลากร) 

"โฮ ยอม" ซึ่งได้คะแนนสูงสุดในฐานะบัณฑิตข้างบุ๋น มีเพื่อให้นรัก 2 คน คือ อูน (ร่วมพิธีในฐานะบัณฑิตข้างบู๊ที่สอบได้คะแนนสูงสุด) และองค์ชายยางมยอง (ไม่ได้ร่วมพิธี) ซึ่งต่างก็เป็นลูกศิษย์ของราชบัณฑิตโฮ (พ่อของ ยอมและยอนอู) ทั้งสิ้น

ขณะที่พิธีอันทรงเกียรติกำลังจะเริ่มขึ้น อีกด้านหนึ่งของวังหลวงก็กำลังโกลาหลกันยกใหญ่หลังองค์ชายรัชผู้สืบสกุลหายตัวไป ข้าหลวงฮยองซอนกลัวว่าจะถูกลงโทษจึงสั่งทหารองค์รักษ์ให้เร่งออกตามหาองค์ชายรัชผู้สืบสกุลก่อนที่เรื่องจะล่วงรู้ถึงหูพระราชา ในเวลาเดียวกันนั้น พระเจ้าซองโจก็เสด็จมาถึงรอบๆงาน ระหว่างที่ยอนอูก้มลงกราบพระราชา คุณเหลือบไปเห็นผีเสื้อตัวหนึ่งบินวนอยู่ใกล้ๆ ครั้นพอผีเสื้อบินห่างออกไป คุณก็เผลอเดินตามอย่างลืมตัว

ระหว่างที่องค์ชายฮวอน (รัชผู้สืบสกุล) กำลังปีนบันไดที่พาดอยู่บนกำแพงวัง (โดยมือหนึ่งถือร่มเพื่อให้ปกป้องผิวจากแสงแดด) ผีเสื้อสื่อรักก็พายอนอูเผ่านาในรอบๆดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นพอดี องค์ชายรัชผู้สืบสกุลเห็นสาวน้อยแปลกหน้าเผ่านาเดินป้วนเปี้ยนในวังหลวงตอนที่พระองค์กำลังจะปีนกำแพงหลบหนี เลยทำตัวไม่ถูกได้แต่ยืนตาค้างตัวแข็งทื่ออยู่บนบันได (แอบตกตะลึงในความงาม) ยอนอูมัวแต่จดจ่ออยู่กับผีเสื้อจึงไม่ทันสังเกตว่ากำลังถูกจับจ้องโดยชายหนุ่มน้อยรูปงาม จนกระทั่งคุณมาหยุดยืนตรงหน้าบันได

ยอนอูเองก็ตกอกตกใจและทำอะไรไม่ถูกเมื่อหันมาเห็นชายหนุ่มน้อยคนหนึ่งกำลังปีนกำแพงวัง แถมพ่อชายหนุ่มคนนั้นยังจ้องหน้าคุณแบบตาไม่กระพริบ ขณะที่องค์ชายรัชผู้สืบสกุลนึกสงสัยว่าสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้าเป็นใคร และเผ่านาเดินเพ่นพ่านในวังหลวงได้ยังไง  แต่ยังไม่ทันได้ซักถามก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อองค์ชายรัชผู้สืบสกุลพลัดตกลงมาจากบันได แถมยังร่วงลงมาใส่ยอนอูทำให้ล้มลงไปกองกับพื้นด้วยกันทั้งคู่

พอรู้สึกตัวทั้งคู่ก็รีบผละออกจากกัน องค์ชายฮวอนแก้เก้อด้วยการวางมาดขรึมและถามยอนอูเสียงเข้มว่า "เจ้ามาอยู่ในวังหลวงได้ยังไง" ยอนอูถามกลับว่า "แล้วคุณชายล่ะคะ…ปีนกำแพงวังทำไม" องค์ชายถึงกับอึ้งที่ถูกย้อนถาม จึงขู่ว่าการลอบเผ่านาในวังโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษสถานหนัก ยอนอูบอกว่าคุณมาร่วมพิธีประกาศเกียรติคุณและเฉลิมฉลองที่พี่ชายสอบขุนนางข้างบุ๋นได้ที่หนึ่ง ไม่เหมือนใครบางคนที่แอบเผ่านาขโมยของในวังและกำลังจะปีนกำแพงหลบหนี (ยอนอูเห็นถุงเป้สะพายหลังขององค์ชายมีของบรรจุอยู่จนเต็ม เลยนึกว่าเป็นของที่ขโมยมา) องค์ชายพยายามปฏิเสธว่าพระองค์ไม่ได้เป็นขโมย แต่ยิ่งแก้ตัวก็ยิ่งมีพิรุธ ยอนอูจึงร้องเรียกทหารยามให้มาจับหัวขโมย องค์ชายรีบเอามือปิดปากยอนอูไว้ ก่อนที่จะพาวิ่งหนีไป

เมื่อมองว่าปลอดภัยแล้วทั้งคู่จึงหยุดวิ่ง องค์ชายฮวอนต่อว่ายอนอูที่ทำให้เสียแผน แถมยังต้องวิ่งหนีจนเหนื่อยแทบขาดใจ ยอนอูไม่พอใจที่องค์ชายชอบวางท่าและพูดจาเหมือนเป็นเจ้านาย องค์ชายอ้างว่าเป็นเพราะคุณอายุน้อยกว่า ยอนอูย้อนว่า "รู้ได้ไง" และถามว่า "ท่านอายุเท่าไหร่" องค์ชายบอกใบ้ให้ยอนอูนำอายุของคุณมาลบด้วยสอง ยอนอูโวยวายว่า "งั้นท่านก็อายุแค่ 11 ปี แล้วทำไม…." องค์ชายสวนกลับ "แสดงว่าเจ้าอายุ 13…เห็นมั๊ยล่ะ ข้าแก่กว่าเจ้าตั้ง 2 ปี"

ยอนอูเถียงสู้องค์ชายไม่ได้เลยงัดไม้ตายมาใช้ องค์ชายเห็นยอนอูเดินหนีจึงรีบคว้าแขนคุณไว้แล้วถามว่าจะไปไหน ยอนอูตอบหน้าตาเฉยว่าจะไปแจ้งทหารให้มาจับขโมย องค์ชายรีบปฏิเสธว่าตนไม่ใช่ขโมย แต่ดันโกหกว่ามาร่วมพิธีฯ ของพี่ชายที่สอบข้างบู๊ (สอบทหาร) ได้ที่หนึ่ง ยอนอูเลยรู้ว่าชายหนุ่มน้อยที่ยืนตรงหน้ากำลังโกหก เพราะคนที่สอบขุนนางข้างบู๊ได้ที่หนึ่งคือเพื่อให้นสนิทของพี่ชายคุณ และเขาก็เป็นลูกคนเดียว

พอถูกจับได้ องค์ชายเลยยอมบอกความจริงว่า ตนกำลังจะออกไปหาพี่ชายต่างมารดา ซึ่งเป็นคนที่มีจิตใจดี อบอุ่น เก่งเกินใครทั้งด้านบุ๋นและบู๊แต่ไม่สามารถสอบบัณฑิตและไม่มีสิทธิเป็นขุนนาง ถึงแม้พี่ชายจะรักและเคารพพ่อมาก แต่ก็ไม่อาจได้รับความรักจากผู้เป็นพ่อ และแม้จะได้รับความรักอย่างมากจากคนอีกจำนวนไม่น้อย แต่เขาก็ไม่สามารถปรากฏกายต่อหน้าคนเหล่านั้นได้

องค์ชายฮวอนสรุปว่า ที่พี่ชายต้องทนทุกข์และตกอยู่ในสภาพนี้ล้วนเป็นเพราะตนทั้งสิ้น  พระองค์สงสัยว่าพี่ชายคงกลัวพ่อโกรธ (และไม่อาจทนเห็นสายตาอันเย็นชาของพ่อ) จึงไม่ได้แวะมาหาพระองค์นานแล้ว ด้วยเหตุนี้ พระองค์เลยคิดที่จะออกไปหาพี่ชายด้วยตัวเอง

ยอนอูถามองค์ชายฮวอนว่า ทำไมต้องโทษตัวเองด้วย มนุษย์เราเลือกเกิดเองไม่ได้ การที่พระองค์เป็นลูกที่ชอบด้วยกฏหมาย ส่วนพี่ชายเป็นลูกนอกสมรส ไม่ใช่ความผิดของพระองค์สักหน่อย แล้วจะมานั่งโทษตัวเองทำไมกัน ยอนอูยังหยิบยกปรัชญาขงจื๊อมากล่าวอ้าง และสรุปว่า หากพี่ชายของพระองค์เป็นคนจิตใจดีอย่างที่พูดจริงๆ เขาย่อมไม่ถือโทษว่าเป็นความผิดขององค์ชายเช่นกัน ดังนั้น จงอย่าโทษตัวเอง และไม่ควรกล่าวโทษคนอื่นด้วย (ก่อนหน้านี้องค์ชายโทษยอนอูว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้พระองค์ต้องวิ่งหนีทหารหัวซุกหัวซุน)

ยอนอูแสดงความมองว่า ความจริงแล้วปัญหาลักษณะนี้พระราชาแห่งโชซอนทรงแก้ไขให้ได้ หากธรรมเนียมปฏิบัติทำลายอนาคตของคนมีความรู้ทักษะ และทำให้เกิดรอยร้าวระหว่างพี่น้องและคนในครอบครัวก็ควรแก้ไขปรับปรุงกฎกฎระเบียบใหม่ คุณหลุดปากบ่นว่ากฏหมายบางเรื่องของโชซอนสมควรได้รับการแก้ไข ทั้งยังสงสัยว่าทำไมถึงต้องมีการแบ่งแยกชนชั้นและเลือกปฏิบัติ แล้วทำไมผู้หญิงที่อ่านหนังสือมากๆ ถึงมีความผิด

ยอนอูรู้สึกตัวว่าพลั้งปากพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดจึงรู้สึกตระหนกตกใจ องค์ชายได้ทีจึงแกล้งถามว่า ที่ยอนอูพูดมานั้น หมายความว่าหลักการปกครองของพระราชาไม่ถูกต้องใช่ไหม ยอนอูรีบปฏิเสธว่าไม่ใช่ พอเห็นยอนอูมีสีหน้าวิตกเป็นห่วง องค์ชายจึงเอาคืนด้วยการยืนขึ้นและพูดว่า "ข้าต่างหากที่ควรเป็นข้างไปแจ้งเจ้าหน้าที่"

ยอนอูขอร้องไม่ให้องค์ชายแจ้งจับคุณ และให้แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งคุณพูด องค์ชายจึงถามยอนอูว่า คุณเชื่อแล้วใช่ไหมว่าพระองค์ไม่ได้เป็นขโมย ยอนอูปฏิเสธหน้าตาเฉย ทั้งยังถามว่า องค์ชายเอาข้าวของแพงๆ ที่อยู่ในเป้สะพายหลังมาจากไหน (ก่อนหน้านี้องค์ชายฮวานทำของในถุงเป้หล่น ยอนอูจึงมั่นใจว่าพระองค์แอบมาขโมยของในวัง) องค์ชายตอบว่าของในถุงเป้ทั้งหมดล้วนเป็นของพระองค์ แต่ยอนอูไม่เชื่อ  เพราะของที่อยู่ในถุงเป้ล้วนล้ำค่าหายากทั้งสิ้น

องค์ชายฮวอนเริ่มหงุดหงิดที่ยอนอูไม่เลิกกล่าวหาว่าพระองค์เป็นขโมยเสียที เมื่อถูกถามว่าเอาของมีค่ามาไว้ในครอบครองได้ยังไง พระองค์จึงเผลอตะคอกใส่ยอนอูว่า "สำหรับแผ่นดินโชซอนแล้ว ข้าคือ…." พอเห็นยอนอูจ้องหน้าและตั้งอกตั้งใจฟังสุดกำลัง พระองค์ก็พูดไม่ออก จึงได้แต่บอกด้วยน้ำอ่อยๆ ว่า "ข้าคือ….ข้ารับใช้ในวังหลวง" (ในที่นี้เป็น "ขันที") 

ระหว่างที่นายหญิงชินกำลังขอร้องทหารยามให้ช่วยออกตามหาบุตรสาว คุณก็เห็นยอนอูเดินลงบันไดมากับชายหนุ่มน้อยคนหนึ่ง ในดอนนั้นยอนอูพยายามถามองค์ชายฮวอนว่า ข้ารับใช้ในวังได้เงินเดือนเท่าไหร่ (ทำไมถึงได้ซื้อของใช้แพงๆ ได้)  ขณะที่องค์ชายได้แต่ทำหน้าเซ็งๆ เพราะไม่รู้ว่าจะตอบสาวน้อยขี้สงสัยคนนี้อย่างไรดี

นายหญิงชินรีบเดินเข้าไปหาและกอดยอนอูด้วยความเป็นห่วง องค์ชายฮวอนกลัวว่าสถานะที่แท้จริงจะถูกเปิดเผย จึงรีบวิ่งไปหาทหารองครักษ์ที่เดินตามนายหญิงชินมา พร้อมกับสั่งให้นายทหารคนดังกล่าวมาแล้วข้างต้นยืนนิ่งๆ ห้ามแสดงความเคารพ และห้ามพูดแม้แต่คำเดียว ไม่อย่างนั้นจะถูกลงโทษสถานหนัก หลังกอดแม่แล้วยอนอูก็หันไปเรียกองค์ชาย องค์ชายชิงบอกว่าตนยอมรับความผิดกับเจ้าหน้าที่แล้ว จากนั้นก็รีบพาทหารเดินจากไปโดยอ้างว่าจะพาไปดูของกลางที่ตำหนักเงาจันทร์

ขณะที่ยอนอูและนายหญิงชินกำลังจะเดินทางกลับบ้าน นางในคนหนึ่งก็รีบวิ่งมาหาและนำของมาส่งถึงเกี้ยว โดยบอกว่า "นายน้อยแห่งตำหนักเงาจันทร์" ฝากมาให้… องค์ชายฮวอนต้องการบอกยอนอูว่าแท้จริงแล้วตนเองเป็นใครเลยส่งข้อความปริศนามาให้ ทั้งยังฝากนางในมาบอก (ขู่) ยอนอูว่า นับจากนี้ระวังตัวให้ดีหากต้องเดินทางในยามวิกาล ยอนอูนึกว่าองค์ชายเป็นห่วงเลยพูดกับนางในว่า "จริงๆ แล้ว เขาก็ไม่ใช่คนเลวซะทีเดียว" 

เมื่อพระเจ้าซองโจทราบว่าองค์ชายรัชผู้สืบสกุลโดดเรียนและพยายามหนีออกนอกวัง  พระองค์จึงเรียกองค์ชายมาเข้าเฝ้า จากนั้นก็ถามว่านอกวังหลวงมีอะไรดี พระองค์จึงคิดที่จะหนีออกไปเที่ยวครั้งแล้วครั้งเล่า มีอะไรที่พระองค์อยากได้แต่หาไม่ได้ในวัง จึงต้องดั้นด้นออกไปแสวงหาข้างนอก องค์ชายฮวอนตอบว่า พระองค์ก็แค่อยากออกไปหา "เสด็จพี่ยางมยอง" เพื่อให้ปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความเห็นทางด้านวิชาการ

พระราชาบอกว่า คนที่พระองค์ควรขอคำปรึกษาคือบรรดาอาจารย์ที่นั่งอยู่ในที่นี้ องค์ชายตอบว่า พระองค์ต้องการเรียนรู้ด้วยการหารือ ซักถาม และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มากกว่าการนั่งอ่านตำราและฟังแต่สิ่งอาจารย์สอน (ยัดเยียดหลักการปกครอง) โดยไม่มีสิทธิซักถาม โต้แย้ง หรือแสดงความเห็น ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงอยากเรียนรู้และหารือด้านวิชาการกับองค์ชายยางมยอง (ซึ่งเก่งทั้งด้านบุ๋นและบู๊) พระราชาได้ยินแล้วกริ้วมากจึงไล่พระอาจารย์ออกแบบยกชุด และสั่งให้องค์ชายเรียนหนังสือถึงกลางดึกทุกวัน ทั้งยังห้ามไม่ให้พระองค์ตามเสด็จไปประทับยังตำหนักที่ตั้งอยู่นอกเมืองหลวง และไม่ให้ไปร่วมพีธีไหว้บรรพชนที่สุสานหลวงอีกด้วย   (สรุปง่ายๆ ก็คือห้ามออกจากวังหลวงนั่นเอง) 

คืนเดียวกันนั้น ใต้เท้ายูนถูกเชิญมาเข้าเฝ้าพระพันปี คราวนี้พระองค์นำต้นบอนไซมาใช้เป็นตัวอย่างในเปรียบเทียบ โดยกล่าวว่า  เห็นต้นเล็กๆ อย่างงี้แต่ดูแลยากกว่าที่คิด เพราะถ้าหากไม่คอยดูแลตัดแต่งกิ่งก้านในขณะที่เหมาะสม การจัดแต่งรูปทรงให้สวยงามตามที่ต้องการก็จะเป็นเรื่องยาก

พระพันปีได้ยินว่าเกิดเหตุขึ้นที่ซิกังวอน  (หน่วยงานหนึ่งในวังหลวงที่มีหน้าที่สอนหนังสือและหลักการปกครองให้แก่องค์ชายรัชผู้สืบสกุล) ถึงขั้นต้องปรับเปลี่ยนพระอาจารย์ใหม่เกือบหมด พระองค์อยากให้องค์ชายได้อาจารย์ดีๆ มาช่วยสอน เพราะหน้าที่ของพระอาจารย์ก็คือการขัดเกลาจิตใจและปลูกฝังหลักการปกครอง (ที่เอื้อประโยชน์และสอดคล้องกับความปรารถนาของพระพันปี) ให้กับว่าที่พระราชาองค์ต่อไป ดังนั้น ภารกิจของใต้เท้ายูนในฐานะ "เสนาบดีกรมวัง" ซึ่งรับผิดชอบในการสรรหาและแต่งตั้งเจ้าพนักงานโดยตรง จึงมีความสำคัญและมีผลทั้งต่ออนาคตขององค์ชายรัชผู้สืบสกุลและขั้วอำนาจข้างพระพันปี

อีกด้านหนึ่ง พระมเหสีพยายามขอร้องพระเจ้าซองโจให้ทรงเข้าพระทัยความรู้สึกขององค์ชายรัชผู้สืบสกุล  และขออนุญาตให้องค์ชายยางมยองเข้าออกวังหลวงได้โดยอิสระ  เพราะนับตั้งแต่พระองค์ขับองค์ชายยางมยองให้ออกไปประทับที่ตำหนักนอกวังตามลำพังทั้งๆ ที่ยังไม่ได้แต่งงาน และห้ามเข้าวังโดยไม่ได้รับอนุพี่น้อง องค์ชายรัชผู้สืบสกุลก็รู้สึกเหงามากยิ่งขึ้น พระเจ้าซองโจแย้งว่า กษัตริย์องค์ก่อนๆ รวมทั้งพระองค์ล้วนเคยใช้ชีวิตแบบเดียวกับองค์รัชผู้สืบสกุลก่อนที่จะขึ้นครองบัลลังก์  หากองค์ชายรัชผู้สืบสกุลทำตัวเหมือนเด็กเอาแต่ใจอย่างงี้ อีกหน่อยจะปกครองประเทศชาติและปกป้องประชาชนได้อย่างไร 

หลังคำขอร้องไม่เป็นผล พระมเหสีก็เสด็จ (ถูกเชิญ) ออกจากตำหนักใหญ่ด้วยสีหน้าผิดหวัง ระหว่างทางพระองค์ได้พบกับสนมพัค (พระมารดาขององค์ชายยางมยอง) จึงบอกสนมพัคว่า วันนี้พระเจ้าซองโจสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้าเฝ้า สนมพัครีบกล่าวขอโทษพระมเหสี  แต่พระมเหสีบอกว่าไม่ใช่ความผิดของสนมพัค ทั้งยังบอกด้วยว่าหากองค์ชายยางมยองกลับจากการไปเที่ยวนอกเมืองหลวงแล้ว ให้แวะไปเยี่ยมพระองค์ที่ตำหนัก และแวะไปหาองค์ชายรัชผู้สืบสกุลด้วย

ระหว่างที่องค์ชายยางมยองนำไก้ฟ้าไปขายที่ตลาดเพื่อให้นำเงินมาซื้อของฝากให้เพื่อให้นรัก พระองค์ก็หันไปเห็นประชาชนพากันยืนต่อแถวยาวเหยียด จึงสอบถามพ่อค้าจนได้ความว่าราษฎรกำลังรอซื้อหินวิเศษที่รักษาได้ทุกโรคและรอพบหมอเทวดา ซึ่งเป็นเด็กหญิงตาบอดวัย 8 ปี ที่มีญาณวิเศษสามารถล่วงรู้ว่าใครเจ็บป่วยตรงไหนหรือเป็นโรคอะไรโดยไม่ต้องจับชีพจร ในตอนนั้นองค์ชายกำลังหนักใจว่าจะซื้ออะไรไปฝากเพื่อให้นๆ ดี พอใช้ยินเรื่องหินวิเศษรักษาทุกโรค เลยคิดที่จะซื้อไปเป็นของฝากสักอัน

ในตอนนั้น คนของหมอเทวดากำลังเรียกลูกค้าโดยโฆษณาว่า… เก่งกว่าหัวหน้าธิดาเทพ "จาง นกยอง" คือ หมอเทวดา และที่เจ๋งกว่าหมอ "ฮัวโต๋" กับ "เปียนเซี้ย" (สุดยอดหมอจีนโบราณที่มีตัวตนอยู่จริงในยุคสามก๊กและยุคจ้านกั๊ว)   ก็คือ หินวิเศษที่รักษาได้ทุกโรค ซึ่งมีจำนวนจำกัดเพียง 50 ก้อนเท่านั้น

องค์ชายยางมยองเห็นหน้าม้ากำลังแจกบัตรคิวพลางร้องว่าของใกล้หมด เลยวิ่งเข้าไปแทรกเพื่อให้ขอรับบัตรคิว ในเวลาเดียวกันนั้น "นกยอง" (เพื่อให้นสนิทอารี) ซึ่งได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าธิดาเทพ ก็มาสังเกตการณ์พวก 18 มงกุฏที่ซื้อเด็กมาอุปโลกเป็นหมอเทวดาและหลอกขายก้อนหินให้ราษฎร องค์ชายยางมยองเห็นหัวหน้าธิดาเทพกำลังเดินตรงดิ่งเข้าไปหาหมอเทวดา เลยยื่นแขนออกมาขวางแล้วบอกให้กลับไปรับบัตรคิวก่อน เพราะหมายเลขที่คนของหมอเทวดาเรียกเมื่อสักครู่นี้เป็นหมายเลขของตน นกยองหันไปมองหน้าองค์ชายแล้วพูดกับตัวเองว่า "มีพระอาทิตย์สองดวงบนท้องฟ้าโชซอนหรือนี่" 

ระหว่างรอพบเด็กหญิงที่ถูกอุปโลกให้เป็นหมอเทวดา องค์ชายยางมยองสังเกตเห็นริมฝีปากของเด็กแห้งผากเหมือนกับถูกทรมานด้วยการอดข้าวอดน้ำ ทำให้รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล เมื่อชายคนที่นั่งด้านข้าง ถามว่า ป่วยเป็นอะไร พระองค์จึงตอบว่า ขาเจ็บตอนออกไปล่าหมูป่า เมื่อถึงคิวที่ต้องออกไปพบหมอเทวดา องค์ชายก็แกล้งทำเป็นเดินกระเผลก

เด็กหญิงคนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นพูดขณะหลับตา (แกล้งตาบอด) ว่า "วิญญาณอาฆาตของสัตว์ป่าบนภูเขาสิงอยู่รอบๆขาที่กำลังเจ็บปวดของเจ้า" องค์ชายยางมยองรู้ทันทีว่ากำลังอยู่ท่ามกลางพวก 18 มงกุฏ จึงลุกขึ้นเปิดโปง โดยบอกว่าเด็กคนนี้มีปัญหาด้านสุขภาพเพราะขาดสารอาหารและน้ำ  แถมยังเหนื่อยอ่อนเพราะทำงานหนัก พักน้อย และอยู่ในสภาพหิวโหย นอกจากนี้ยังมีรอยฟกช้ำเต็มตัวและแกล้งตาบอดอีกด้วย พอราษฎรรู้สึกตัวว่าโดนหลอกก็ลุกฮือเผ่านาทวงเงินคืน องค์ชายจึงอาศัยช่วงชุลมุนอุ้มเด็กหนีไป โดยขอให้นกยองช่วยแจ้งกองปราบ

หลังพาเด็กวิ่งหนีได้ไม่นาน องค์ชายก็ถูกล้อมกรอบ หนึ่งในนั้นคว้าตัวเด็กหญิงแล้วอุ้มหนีไป แต่และก็ถูกนกยองขวางไว้ องค์ชายยางมยองพยายามหว่านล้อมพวก 18 มงกุฏให้ปล่อยตัวเด็ก แต่หัวหน้าแก๊งค์กำลังโกรธที่เสียรายได้และหมดจังหวะทำมาหากิน เลยชกองค์ชายจนล้มคว่ำ 2 ครั้งรวด องค์ชายยางมยองพยายามเตือนชายคนดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าอย่าทำให้ตนโกรธถ้าไม่อยากเจ็บตัว เพราะครูฝึกของตนเป็นถึงบัณฑิตที่สอบข้างบู๊ได้ที่หนึ่ง แต่ชายคนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นกลับพูดว่า ถ้าครูฝึกของพระองค์สอบทหารได้ที่หนึ่ง งั้นพ่อของเขาก็คงเป็น "พระราชา" พูดจบก็ชกองค์ชายจนร่วงลงไปกองกับพื้นเป็นครั้งที่สาม

หลังได้ยินคำว่า "พระราชา" องค์ชายก็ลุกขึ้นด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปพลางพูดว่า "ข้าพอรู้จักพระราชาอยู่บ้าง และพระองค์ก็บอกว่า…ไม่เคยมีลูกอย่างเจ้า!" เมื่อพูดจบองค์ชายก็กระโดดเตะหัวหน้าแก๊งค์ 18 มงกุฏ พร้อมกับจัดการเหล่าบรรดาลูกสมุนจนล้มคว่ำไปตามๆ กัน

คืนนั้นองค์ชายยางมยองเปลี่ยนเสื้อผ้ามาเป็นชุดของชนชั้นสูง พระองค์ขึ้นไปยืนบนเขาแล้วมองไปทางวังหลวง จากนั้นก็กราบทูลพระราชาในใจว่า พระองค์เดินทางกลับมาเมืองหลวงอย่างปลอดภัยแล้ว องค์ชายยางมยองยังนึกถึงองค์ชายรัชผู้สืบสกุลและนึกถามในใจว่าสบายดีไหม

ในตอนนั้น องค์ชายรัชผู้สืบสกุลออกมายืนสูดอากาศทางด้านนอกของตำหนัก โดยมีข้าหลวง นางใน และเหล่าทหารองค์รักษ์คอยจับตาดูอย่างใกล้ชิดและคอยตามติดทุกฝีก้าว เพราะกลัวว่าองค์ชายจะแอบหนีอีก ระหว่างที่พระองค์ยืนชมท้องฟ้าในยามค่ำคืน อยู่ๆ กลีบดอกไม้ก็ร่วงหล่นลงมา ทำให้พระองค์นึกถึงตอนที่เจอยอนอูนัดแรก พลางนึกสงสัยว่ายอนอูจะรู้หรือเปล่าว่าพระองค์คือองค์ชายรัชผู้สืบสกุล พระองค์พูดกับตัวเองว่า "ถ้าเจ้ารู้ความจริงคงโวยวายยกใหญ่  แต่ถึงยังไงก็คงไม่ได้พบกันอีกแล้ว" พูดจบพระองค์ก็เงยหน้ามองท้องฟ้า และพบว่ามีร่มคันหนึ่งลอยมา

ในเวลาเดียวกันนั้น ยอนอูก็กำลังไขปริศนาจากสองข้อความที่องค์ชายรัชผู้สืบสกุลส่งมาให้ ข้อความแรกกล่าวว่า "หากวาดจะเป็นรูปทรงกลม แต่ถ้าเขียนจะเป็นรูปสี่เหลี่ยม" ส่วนข้อความที่สองบอกว่า  "กระต่ายอยู่ ไก่ตาย" ระหว่างที่ยังนึกไม่ออก ทาสสาวนามว่าซอลก็ยกน้ำชามาให้ยอนอูในห้อง ยอนอูจึงถามว่าถ้ากระต่ายอยู่ แล้วไก่ตายจะเกิดอะไรขึ้น  ทาสสาวตอบหน้าตาเฉยว่า "ถ้าไก่ตายแล้วใครจะปลุกเราในตอนเช้า"

องค์ชายยางมยองเดินมาที่บ้านยอนอูแล้วกระโดดขึ้นไปนั่งยิ้มบนกำแพง สายตาของพระองค์จับจ้องไปที่ห้องๆ หนึ่ง ซึ่งอยู่ๆ เจ้าของห้องก็เดินออกมา ยอนอูพยายามไขปริศนาจึงถือข้อความเดินออกมาคิดด้านนอก จากนั้นก็ยกขึ้นส่องกับแสงจันทร์เผื่อว่าจะมีตัวอักษรซ่อนอยู่ องค์ชายยางมยองเห็นยอนอูทำท่าทางแปลกๆ จึงรู้สึกสงสัยว่าคุณกำลังอะไร ขณะที่ยอนอูไม่รู้ว่าชายชายหนุ่มรูปงามกำลังเฝ้ามองคุณอยู่ห่างๆ

ยอนอูนึกถึงคำพูดของทาสสาว และคิดได้ว่า "ตอนเช้า" หมายคือเวลากระต่าย (เวลากระตายคือ ช่วงตี 5 – 7 โมงเช้า ส่วนเวลาไก่ คือ ช่วง 5 โมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม) จากนั้นคุณก็ค่อยๆ ลำดับความคิดจนได้คำตอบเป็น "พระอาทิตย์" ซึ่งคือ "พระราชา" ยอนอูถึงกับเข่าอ่อน เมื่อรู้ว่าแท้จริงแล้วหัวขโมยคนนั้น ก็คือ …องค์ชายรัชผู้สืบสกุลแห่งโชซอน!!

องค์ชายฮวานยืนมองร่มที่ลอยคว้างกลางอากาศ พลางคิดว่า "หรือเราจะได้พบกันอีก" ส่วนยอนอูนึกถึงองค์ชายรัชผู้สืบสกุลแล้วรู้สึกโล่งใจที่ไม่ต้องพบกันอีกแล้ว ขณะที่องค์ชายยางมยองซึ่งนั่งมองยอนอูอยู่บนกำแพงนึกในใจอย่างเป็นสุขว่า "ดีใจจริงๆ ที่ได้เจอเจ้าอีกรอบ…โฮ ยอนอู"

แทกิล ยอดพยัคฆ์นักล่า ตอนที่ 3.4

วังซอนโวยวายขอออกไปสนุกสนานข้างนอกต่อ และขอให้เลื่อนกำหนดออกเดินทางเป็นรุ่งเช้า แทกิลไม่สนใจ สั่งให้เขารีบไปเก็บข้าวของ เมื่อถูกเซ้าซี้มากๆ เข้าแทกิลก็สั่งให้วังซอนไปทำกับข้าวมื้อเย็น วังซอนหันไปหาเชเพื่อให้ขอความเห็นอกเห็นใจ แต่เชกลับบอกให้เขาทำกับข้าวเยอะๆ และให้ทำนูรงจี (ข้าวตัง) ด้วย

คืนนั้นซอลฮวาแอบหนีออกจากคณะละครเร่ แล้วตรงเข้าไปแอบอยู่ด้านในห้องของ 3 ชายหนุ่มซึ่งกำลังจะออกเดินทางไปตามล่าแทฮาพอดี คุณขู่ว่าถ้าใครบอกที่ซ่อนของคุณเป็นต้องเจอดีแน่ แต่ถ้าช่วยให้คุณรอดคุณจะเปลื้องผ้าให้ดูเป็นรางวัล ในที่สุด ทั้งสามคนก็ช่วยให้ซอลฮวาหนีรอด

หลังถามไถ่ที่มาที่ไปแล้ว แทกิลก็ไล่ซอลฮวาให้ออกจากห้องไป คุณจึงต้องใช้ทั้งเล่ห์เหลี่ยม มารยา และน้ำตาหลอกล่อเพื่อให้ขออยู่ต่อให้ได้ ทั้งวังซอนและเชต่างเห็นอกเห็นใจซอลฮวาจึงเสนอให้คุณอยู่ต่อ แต่แทกิลรู้ทันเลยไม่ยอมหลงกลง่ายๆ และคิดที่จะลากตัวคุณออกไป แต่พอคุณอ้างเหตุผลด้านข้าง คูๆ ว่าต้องการออกตามหาแม่ที่มีปานขนาดใหญ่รอบๆหน้าอก แทกิลกลับยอมให้คุณอยู่ต่อซะงั้น

คืนเดียวกันนั้น บรรดาทาสต่างรวมตัวกันเพื่อให้ร่วมประชุมลับ พวกเขาคิดแผนที่จะก่อกบฎเพื่อให้ทวงสิทธิความเป็นคนกลับคืนมา โดยจะฆ่ายองบันหรือชนชั้นสูงทุกคนที่พบเห็นไม่เว้นแม้กระทั่งพระราชา ด้วยเชื่อว่าถ้าหากไม่มีชนชั้นสูง พวกเขาก็จะได้เป็นนายตัวเองเสียที

อ๊บบ๊ก ซึ่งถูกทาบทามให้มาร่วมกลุ่มเพราะเคยเป็นนักล่าเสือที่ต้าชิงมานานหลายปี ตกลงร่วมขบวนการกวาดล้างชนชั้นสูง เพราะต้องการช่วยเหลือทาสสาวที่กำลังจะโดนฆ่าหลังถูกจับได้ว่าแอบฟังแผนการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เขาจึงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ทดสอบอานุภาพของปืน (คาบศิลา) และเหยื่อรายแรกที่เขานึกถึงก็คือ อีแทกิล นั่นเอง

ด้านออนยอนที่แปลงเป็นคุณหนูเฮวอน ได้แต่งตัวเป็นผู้ชายหลังหนีออกจากห้องหอ จากนั้นก็ออกเดินทางตามลำพัง โดยพักค้างแรมท่ามกลางผู้ชายนับสิบๆ คน โชคร้ายที่มีชาย 2 คนจับได้ว่าคุณเป็นผู้หญิง จึงรอจนกระทั่งสบโอกาส ระหว่างออกเดินทางในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น คุณรู้สึกตัวว่ามีคนเดินตามมาจึงพยายามเร่งฝีเท้าเพื่อให้หลบหนีแต่ก็หนีไม่พ้น ขณะที่กำลังจะถูกชายสองคนข่มขืน แทฮาซึ่งอ่อนแรงและใกล้หมดสติเต็มทนก็มาช่วยคุณเอาไว้ได้ทันเวลา ก่อนจะล้มลงตรงหน้าออนยอน (เฮวอน) นั่นเอง

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น กลุ่มของแทกิลซึ่งกำลังเตรียมตัวเดินทางไปไล่ล่าแทฮา ก็ต้องมาเจอเรื่องยุ่งๆ เมื่อซอลฮวายืนกรานว่าจะขอติดตามไปด้วย ขณะที่แทกิลไล่ให้คุณไปอยู่ที่อื่น ระหว่างที่แทกิลกับซอลฮวากำลังต่อปากต่อคำกันอยู่นั้น อ๊บบ๊กซึ่งแอบซุ่มอยู่บนหลังคาก็เล็งปืนไปที่แทกิลด้วยความโกรธแค้น หลังจากนั้นแทกิลก็หงายหลังตกจากหลังม้า…